นี่เป็นประเด็นสำคัญสำหรับรัฐบาลในหลายประเทศ ที่ถูกคุกคามจากโดรนราคาถูก หาได้ง่าย และสามารถสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล ซึ่งปกติแล้ว โดรนเหล่านี้จะถูกยิงตกได้ก็ต่อเมื่อใช้เทคโนโลยีขีปนาวุธที่ทันสมัยที่สุด และมีราคาแพงที่สุดเท่านั้น

ปัจจุบัน อาวุธพลังงานโดยตรง (ดีอีดับเบิลยู) ที่ติดตั้งกับเรือหรือยานพาหนะหุ้มเกราะ สามารถยิงลำแสงแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความเข้มสูง ไปยังเป้าหมายอยู่ไกลถึง 20 กิโลเมตรได้

“ระบบเหล่านั้นมีความก้าวหน้าอย่างมากในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา” นายเอียน บอยด์ ผู้อำนวยการศูนย์ริเริ่มความมั่นคงแห่งชาติ (เอ็นเอสไอ) จากมหาวิทยาลัยโคโลราโด กล่าว

ทั้งนี้ รัสเซียกำลังใช้ระบบเลเซอร์หลายเวอร์ชัน ในการต่อต้านโดรนจากยูเครน ขณะที่อิสราเอลนำเทคโนโลยี “ไอเอิร์นบีม” (Iron Beam) จากบริษัท ราฟาเอล แอดวานซ์ ดีเฟนส์ ซิสเต็มส์ มาใช้ในการต่อต้านโดรนของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม กองทัพอิสราเอลยืนยันกับหนังสือพิมพ์ “เดอะ เยรูซาเลม โพสต์” เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ไอเอิร์นบีมไม่ได้ถูกนำมาใช้ในสงครามกับอิหร่านในปัจจุบัน โดยให้เหตุผลว่า ระบบยังไม่พร้อมสำหรับการใช้งานเป็นประจำ

ด้านจีนเปิดตัวระบบเลเซอร์ “แอลวาย-1” (LY-1) เมื่อเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว ส่วนสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ต่างกำลังพัฒนาระบบเลเซอร์ของตนเอง และสหรัฐเริ่มติดตั้งระบบเลเซอร์ให้กับเรือรบโดยเฉพาะ เช่น “เฮลิออส” (Helios) จากบริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน หรือ “แอลดับเบิลยูเอสดี” (LWSD) จากบริษัท นอร์ธรอป กรัมแมน

“เราได้แสดงให้เห็นแล้วว่า เทคโนโลยีนี้มีประโยชน์อย่างกว้างขวาง ซึ่งรวมถึงปฏิบัติการทางทหาร และการป้องกันประเทศ” นอร์ธรอป กรัมแมน ระบุในแถลงการณ์

อนึ่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า เทคโนโลยีเลเซอร์ที่สหรัฐมีอยู่ในขณะนี้ “เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ” และในไม่ช้า มันจะเข้ามาแทนที่ขีปนาวุธสกัดกั้นของระบบป้องกันภัยทางอากาศ “แพทริออต” (Patriot) สำหรับการทำลายโดรน

ระบบเลเซอร์ถือเป็นข่าวดีสำหรับนักวางแผนทางการทหารที่ใช้ระบบแพทริออต และระบบที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งมีราคาแพง โดยขีปนาวุธเพียงลูกเดียว อาจมีราคาหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยิงโดรนที่มีราคาแค่หลายพันดอลลาร์สหรัฐ

อีกด้านหนึ่ง เจ้าหน้าที่ระดับสูงในโครงการ “ดรากอนไฟร์” (DragonFire) ของสหราชอาณาจักร ประเมินต้นทุนต่อการยิงเลเซอร์หนึ่งครั้ง ไว้ที่ประมาณ 10 ปอนด์สเตอร์ลิง (ราว 436 บาท)

“ต้นทุนการยิงเลเซอร์หรือคลื่นไมโครเวฟหนึ่งครั้งนั้น แท้จริงแล้วคือค่าไฟฟ้า” ผู้สันทัดกรณีด้านการออกแบบระบบดีอีดับเบิลยูคนหนึ่ง กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากลงทุนครั้งแรก ต้นทุนต่อการยิงแต่ละครั้งจะเหลือเพียง “ไม่ถึง 1 ปอนด์สเตอร์ลิง” (ราว 43 บาท)

ด้วยราคาข้างต้น แม้แต่โดรน “ชาเฮด” (Shahed) ที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ของอิหร่าน ซึ่งคาดว่ามีราคาต่ำสุดอยู่ที่ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อลำ (ราว 651,240 บาท) หรือระบบสกัดกั้นโดรนที่พัฒนาโดยยูเครน ซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 700 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 22,800 บาท) ก็ไม่สามารถแข่งขันได้

นอกจากนี้ ข้อดีอื่น ๆ ของระบบเลเซอร์ ได้แก่ การที่ไม่ต้องมีเครื่องยิง ความสามารถในการปรับความเข้มของลำแสง และ “กระสุนที่ไม่จำกัด”

เทคโนโลยีนี้มีการลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปี 2561 กองทัพเรือสหรัฐสั่งซื้อต้นแบบดีอีดับเบิลยู จำนวน 2 เครื่อง ในราคาเครื่องละประมาณ 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,438 ล้านบาท)

กระนั้น การนำเลเซอร์มาใช้ในการต่อสู้กับโดรนอย่างแพร่หลายมากขึ้น ยังคงมีความท้าทาย

“ความท้าทายประการหนึ่งคือ การเล็งเป้าหมายให้ตรงจุด เนื่องจากคุณต้องรักษาลำแสงเลเซอร์ให้อยู่บนพื้นที่เดิม เพื่อสร้างผลกระทบ แต่ถ้ามันเคลื่อนที่ไปทั่วโดรน หรืออะไรทำนองนั้น มันจะไม่ได้ผลอะไรเลย” บอยด์ กล่าว

ยิ่งไปกว่านั้น ระบบเลเซอร์ยังมีประสิทธิภาพน้อยลงในสภาพอากาศที่มีเมฆมาก และมันอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่ออากาศยานอื่น ๆ ในพื้นที่เช่นกัน

เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐ (เอฟเอเอ) ปิดน่านฟ้าใกล้กับเมืองเอลปาโซ ในรัฐเทกซัส หลังกองทัพสหรัฐยิงโดรนของรัฐบาลตกโดยไม่ได้ตั้งใจด้วยเลเซอร์ บริเวณใกล้ชายแดนติดกับเม็กซิโก ซึ่งหนังสือพิมพ์ “เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส” รายงานว่า เอฟเอเอไม่ได้อนุมัติการใช้เลเซอร์ดังกล่าว.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : AFP