“ดร.กิ๊ฟ” ถือเป็นอาจารย์ด้านกฎหมายที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง และมีชื่อเสียงในปัจจุบัน เพราะเธอยังเป็นผู้ดำเนินรายการ “ทันข่าว ทันกฎหมาย” ทางคลื่นอสมท. FM 100.5 ซึ่งทำมานานกว่า 8 ปีอีกด้วย

“ทีมข่าวกีฬาเดลินิวส์” ได้โอกาสสัมภาษณ์ อ.กิ๊ฟ แบบสุดเศษถึงห้องทำงาน ถึงประเด็นที่กำลังถูกพูดถึงในวงการกีฬา คือเรื่องการเรียกร้องให้นำ “สนุกเกอร์” ออกจาก พ.ร.บ.การพนัน

ดร.กิ๊ฟ ให้สัมภาษณ์เอาไว้ในหลากหลายมุมมอง ไม่ใช่แค่ด้านกฎหมายเท่านั้น และอาจารย์ ยืนยันว่า การปลดล็อกสนุกเกอร์ จะส่งผลดีต่อประเทศไทยในหลายด้าน ไม่ใช่เฉพาะด้านกีฬา

ทำไม การปลดล็อก “สนุกเกอร์” จึงสำคัญต่อประเทศไทย ไปดูกัน

+++++++++++++++

ย้อนรอยกฎหมาย “เหมาเข่ง” เมื่อ 100 ปีก่อน

อาจารย์กิ๊ฟ เริ่มต้นบทสนทนา ด้วยการพาเราย้อนกลับไปมองรากเหง้าของปัญหา ที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่อดีตเกือบ 100 ปีแล้ว นั่นก็คือพระราชบัญญัติการพนัน พุทธศักราช 2478

“ถ้าจะอธิบายในแง่ของภูมิหลัง เหมือนเอาประวัติศาสตร์มาคุยกัน กฎหมายการพนันมีมานานมากแล้ว มัน 90 กว่าปี เกือบ 100 ปีแล้วค่ะ ทำให้เด็กๆ ยุคนี้เวลาไปเที่ยวพูลวิลล่า เขาเห็นโต๊ะสนุกเกอร์ โต๊ะพูล เขาก็เข้าใจว่ามันคือการเล่นเพื่อสันทนาการ แต่พออธิบายให้ฟังว่ามันอยู่ในกฎหมายการพนัน เขาก็จะงงว่า ‘อ้าว ทำไมมันไปปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติการพนันได้?'”

เหตุผลที่กฎหมายเขียนไว้เช่นนั้น อาจารย์อธิบายว่า ในอดีตรัฐบาลมีความกังวลว่าประชาชนจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ “อบายมุข” จึงใช้วิธีการจัดการแบบ “เหมาเข่ง” หรือที่เรียกว่า Risk-based

“รัฐบาลในขณะนั้นมีความรู้สึกว่าไม่ยากให้คนไปข้องเกี่ยวกับอบายมุข เขาสันนิษฐานว่ากิจกรรมอะไรบ้างที่จะเปิดช่องให้เกิดการพนัน ให้คนไปเล่นแล้วไม่ยอมกลับบ้าน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือสนุกเกอร์”

“พอเกิดความกลัวตรงนั้น มันก็เลยเกิดกฎหมายที่มีการเหมา และบอกว่ากิจกรรมแบบนี้ส่งผลต่อความเสี่ยง รัฐบาลสมัยก่อนเลือกจัดการแบบเหมาเข่งเพื่อที่จะจัดการง่าย”

++++++++++++++

เมื่อ “การพนัน” กลับกลายเป็น “อาชีพ”

ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานมากกว่า 90 ปี ทำให้โลกเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ นักกีฬา หรือ นักแสดงในปัจจุบันไม่ได้มีรายได้น้อยเหมือนในอดีตอีกแล้ว

อาจารย์กิ๊ฟ ยกตัวอย่างนักกีฬาสอยคิวไทยระดับโลกอย่าง “เอฟวัน” เทพไชยา อุ่นหนู ที่เพิ่งคว้าแชมป์รายการระดับโลก หรือ “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” วัฒนา ภู่โอบอ้อม ตำนานนักสอยคิวของไทย เพื่อชี้ให้เห็นว่านี่คืออาชีพที่สร้างรายได้มหาศาล

“ปัจจุบันไม่ใช่แล้วนะคะ แม้กระทั่งคุณเอฟ ก็ทำให้เราเห็นว่ามันไปได้ และเลี้ยงตัวได้ในระดับที่เรียกว่าดีมาก ตอนนี้สังคมเปลี่ยนไปแล้ว การเล่นกีฬาเพื่อทำให้เกิดความบันเทิง หรือ เกิดการพัฒนาทักษะให้ถึงระดับโลก มันต้องถูกแยกออกมาจากการพนันเหมือนกับประเทศอื่นๆ”

อาจารย์กิ๊ฟ ย้ำว่า ตอนนี้ ถึงเวลาแล้ว ที่เราต้อง “Shift Mindset” หรือ “เปลี่ยนวิธีคิด” ครั้งใหญ่

“ถ้าเกิดเราแก้กฎหมายนี้ได้ มันจะเปลี่ยนไปเลยนะคะ เราจะมีโรงเรียนฝึกสนุกเกอร์ เหมือนฝึกกอล์ฟ เหมือนฝึกเทควันโด มันจะไปได้ถึงระดับโลกได้เลย พ่อแม่จะเห็นว่าลูกสามารถมีเส้นทางอาชีพ ที่เลี้ยงชีพได้ ท่านจะไม่ห้าม และสถานที่ฝึกซ้อมจะเกิดขึ้นมากยิ่งขึ้น”

++++++++++++++

มูลค่ามหาศาลทางเศรษฐกิจ จาก 6,000 ล้าน สู่ 20,000 ล้าน

ไม่ใช่แค่เรื่องของกีฬาเท่านั้น “อาจารย์กิ๊ฟ” ยังมองไกลไปถึง “ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ” ที่จะตามมา ถ้าหากการปลดล็อกนี้สำเร็จ

“กิ๊ฟมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าถ้าเราไปแบบนี้ได้ ภาคการท่องเที่ยวจะมาหมดเลย ภาคธุรกิจ ภาคอาหาร ก็ตะมาเช่นกัน หลายประเทศตอนนี้ใช้สนุกเกอร์ขึ้นมาเป็นการแข่งขันในระดับโลก และสามารถนำรายได้เข้าประเทศได้ไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้าน ถึง 20,000 ล้านบาท”

+++++++++++++++

บทบาทของ มศว. และพลังของภาควิชาการ

ในการขับเคลื่อนครั้งนี้ ดร. ประภาพร ในฐานะบุคลากรของมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ เปิดเผยว่า ทาง มศว พร้อมจะเข้าร่วมด้วย เนื่องจากมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรและองค์ความรู้

“มศว เราเป็นมหาวิทยาลัยเดียวในประเทศไทยที่มีคณะพลศึกษา การเรียนในแง่ของกีฬาเป็นรากเหง้าของเรา อาจารย์เราเป็นบุคลากรระดับแชมป์โลกและโอลิมปิก ท่านพร้อมในแง่ทางวิชาการ”

“ส่วนเรื่องขั้นตอนกฎหมาย เราก็มีคณะสังคมศาสตร์ ภาควิชานิติศาสตร์ ที่จะช่วยกันหารือ และให้คำปรึกษา เรื่องการขับเคลื่อนการแก้กฎหมายนี้”

อาจารย์ เสนอว่าวิธีที่น่าจะรวดเร็วและเป็นรูปธรรมที่สุด ก็คือการจัดทำ “ร่างฉบับแก้ไข” เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี โดยใช้พลังของภาคประชาชน

“วิธีที่ง่ายที่สุดคือภาคประชาชนร่วมกันเสนอร่างฉบับแก้ไขขึ้นไปที่คณะรัฐมนตรี พวกเราต้องผนึกกำลังกัน ทั้งนักกฎหมาย เครือข่ายทางฝั่งกีฬา และตัวแทนนักกีฬา”

“ถ้าเราร่วมกันทำร่างกฎหมาย และรวบรวมรายชื่อได้ 10,000 ชื่อ ขึ้นไปเสนอ การปรับแก้อะไรตามกระบวนการมันจะเร็วขึ้น เพราะเราได้สร้างสารตั้งต้นไว้ให้แล้ว”

+++++++++++++++++

ทางออกของปัญหาเยาวชน “สมาธิ” จะชนะ “หน้าจอ”

ประเด็นที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ การมองสนุกเกอร์ในฐานะเครื่องมือพัฒนาเยาวชน ซึ่ง ผศ.ดร.ประภาภรณ์ ชี้ให้เห็นว่าสนุกเกอร์เป็นกีฬาที่ฝึก “โฟกัส” และช่วยแก้ปัญหาเด็กติดหน้าจอได้

“สนุกเกอร์ เป็นกีฬาด้านการฝึกสมาธิ ซึ่งจะกลับมาช่วยปัญหาที่เยาวชนเจออยู่เป็นอย่างมาก ปัจจุบันเยาวชนถ้าไม่เล่นกีฬาเขาก็อยู่กับหน้าจอ ถ้าเราทำให้มือเขาหลุดจากหน้าจอ ตาหลุดจากหน้าจอได้ มันคือคุณูปการเลย”

“กฎหมายนี้จะทำให้เยาวชนมีกิจกรรมที่เขาฝึกและเลี้ยงตัวเองได้ในอนาคต แทนที่จะติดเกม ติดหน้าจอมือถือมากเกินไป เราจะมีเด็กที่มีความเป็นนักกีฬามากขึ้น”

++++++++++++++++

คำขอถึงรัฐบาล: “สนุกเกอร์ต้องมาก่อนคาสิโน”

ในช่วงท้าย อาจารย์กิ๊ฟ ฝากถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยเน้นย้ำถึงศักยภาพคนไทย ที่สามารถไปได้ไกลมาก และถ้าหากรัฐบาลชุดนี้ มีนโยบายจะสร้าง “คาสิโน” เหมือนชุดที่แล้ว “สนุกเกอร์” ก็ต้องออกจาก พ.ร.บ.การพนัน เสียก่อน

“ท่านนายก เป็นบุคคลสำคัญในการผลักดันประเทศ และประเทศเราโดดเด่นเรื่องกีฬามาก การทำให้สนุกเกอร์กลายเป็นกีฬานั้นจะสร้างคน และจะเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งของท่าน แถมยังจะช่วยผลักดัน GDP ของไทยให้มีแต่ขึ้นกับขึ้นอีกด้วย”

“ถ้าเราจะผลักดันคาสิโนให้ถูกกฎหมาย สนุกเกอร์ ต้องมาก่อน”

ใครอ่านมาถึงตรงนี้ คงจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการแก้ไขกฎหมายการพนัน และนำสนุกเกอร์ออกจากกฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปไม่ได้ และจะก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศมากมาย

จึงอยู่ที่รัฐบาลแล้วว่าจะละทิ้งโอกาสดีๆแบบนี้ และอยู่กับกฎหมายเก่าแก่ที่อายุเกือบร้อยปีต่อไปหรือไม่?

ทีมข่าวกีฬาเดลินิวส์