เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3
นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ชี้แจงต่อที่ประชุมสภา กรณีงบประมาณและรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ว่า รายได้ท้องถิ่นขณะนี้ยังไม่ถึงเป้าหมาย 35% ตามที่หลายฝ่ายต้องการ โดยปัจจุบันอยู่ที่ 29% ตนในฐานะรัฐมนตรีที่กำกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน เพราะท้องถิ่นได้รับภารกิจถ่ายโอนจำนวนมาก ตั้งแต่ถนน คุณภาพชีวิต สวัสดิการ การศึกษา ไปจนถึงภัยพิบัติ ทำให้งบฯ จำนวนมากของท้องถิ่นต้องถูกใช้ตามภารกิจประจำ ส่งผลให้งบพัฒนา และงบลงทุนเหลือสัดส่วนน้อยลง ทั้งที่ประชาชนคาดหวังให้ อปท.เป็นหน่วยงานใกล้ตัวที่แก้ปัญหาได้เร็วที่สุด
นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า แนวทางที่รัฐบาลกำลังผลักดันคือร่าง พ.ร.บ.ภาษีบ้านเกิด ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจทานร่างฯ ให้ถูกต้อง เหมาะสม หลักการสำคัญคือเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้เสียภาษีกำหนดได้ว่าต้องการส่งภาษีของตนไปยัง อปท.ใด ถือเป็นกลไกเพิ่มรายได้ให้ท้องถิ่น และเป็นตัววัดผลงานผู้บริหารท้องถิ่นไปพร้อมกัน หากท้องถิ่นใดทำงานดี โปร่งใส ไม่มีทุจริต ประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่ก็อาจเลือกส่งภาษีไปสนับสนุนมากขึ้น แต่หากทำงานไม่ดี รายได้ส่วนนี้อาจไหลไปที่อื่น
นายวรศิษฎ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ งบฯ 2570 ยังมีงบ matching fund ประมาณ 12,000 ล้านบาท สำหรับโครงการด้านพลังงานที่ท้องถิ่นสามารถขอรับการสนับสนุนได้ โดยรัฐและท้องถิ่นร่วมลงทุนตามสัดส่วนที่เหมาะสม โดยท้องถิ่นที่มีเงินสะสมน้อย รัฐบาลอาจสนับสนุนในสัดส่วนมากขึ้น ส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อมก็ร่วมสมทบมากขึ้น เป้าหมายคือดึงเงินสะสมของท้องถิ่น และหน่วยงานต่างๆ ซึ่งมีอยู่หลายแสนล้านบาทออกมาหมุนในระบบเศรษฐกิจ
นายวรศิษฎ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นนั้น รัฐบาลไม่ได้ปล่อยให้เรื่องเงียบหรือเป็นมวยล้ม เพราะตั้งแต่ก่อนสอบปี 2567 มีข้อมูลร้องเรียนว่ามีการแอบอ้างเรียกรับเงินเพื่อช่วยให้สอบได้ ซึ่งขณะนั้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งอยู่ในตำแหน่ง รมว.มหาดไทย ได้เรียกประชุมและตั้งภาคีตรวจสอบ ทำ MOU ร่วมกับหน่วยงานอิสระและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย 5 หน่วยงาน เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) และหน่วยงานจัดสอบ เพื่อเข้าตรวจสอบใกล้ชิดตั้งแต่ต้น
“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก การตรวจสอบจึงทำแบบลวกๆ ไม่ได้ ต้องขยายผลให้ถึงข้อเท็จจริง นายกรัฐมนตรีกำชับชัดว่าไม่มีการละเว้น ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับใคร ให้ปิดชื่อแล้วดูพฤติกรรมเป็นหลัก” นายวรศิษฎ์ กล่าว และว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงมหาดไทยทำงานอย่างอิสระ ปราศจากการเมือง และการแทรกแซง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงมาชี้แจงต่อสภา และประชาชนที่ติดตามเรื่องนี้ ยืนยันว่าหากพบความผิดต้องดำเนินการเต็มที่ ไม่มีละเว้น.



