เมื่อเวลา 19.30 น.วันที่1 ก.ค.69 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ พรรคกล้าธรรม อภิปรายว่า พรรคกล้าธรรมมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันให้ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรและคนฐานราก มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมยอมรับว่าในช่วงแรกมีความกังวลต่อการจัดทำงบประมาณปี 2570 เนื่องจากงบพัฒนาจังหวัด งบด้านการเกษตร และงบพัฒนาแหล่งน้ำหลายส่วนถูกปรับลด ทั้งที่เป็นงบประมาณซึ่งตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ภายหลังได้รับฟังคำชี้แจงของรัฐบาล โดยเฉพาะแนวคิดการจัดทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ (Zero-Based Budgeting) ทำให้เห็นถึงความพยายามในการปรับรูปแบบการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน มากกว่าการจัดสรรงบประมาณแบบเดิมที่วางแผนล่วงหน้าเป็นเวลานานจนไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที ทั้งภัยแล้ง อุทกภัย และความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ

นายอัครแสนคีรี กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบกลาง ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะการเตรียมรับมือวิกฤตภัยแล้งและอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปี จากการคาดการณ์ว่าประเทศไทยอาจเผชิญภาวะเอลนีโญที่ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างรุนแรง จึงเห็นว่ารัฐบาลควรใช้งบประมาณในเชิงป้องกันมากกว่ารอใช้งบเพื่อเยียวยาความเสียหายภายหลัง สิ่งที่สำคัญคือ การเร่งแก้ไขปัญหาน้ำอุปโภค บริโภคให้ประชาชนมีน้ำสะอาดใช้อย่างเพียงพอทั้งในเขตเมืองและชนบท การเพิ่มแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทั้งในและนอกเขตชลประทาน ผ่านการขุดลอกอ่างเก็บน้ำ ขุดลอกลำห้วย พัฒนาระบบสูบน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงสนับสนุนภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ทั้งด้านอากาศยาน เครื่องมือ และระบบพยากรณ์อากาศ เพื่อให้สามารถปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์

นายอัครแสนคีรี ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณด้านการสำรวจและรังวัดที่ดิน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ดินของประชาชน เนื่องจากปัจจุบันยังมีคำขอรังวัดและตรวจสอบแนวเขตที่ดินค้างสะสมจำนวนมาก ขณะที่หลายหน่วยงานประสบข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณ บุคลากร และเครื่องมือ ส่งผลให้ประชาชนต้องรอการดำเนินการเป็นเวลาหลายปี

นายอัครแสนคีรี กล่าวด้วยว่า รัฐบาลกำลังผลักดันโครงการ One Map เพื่อแก้ไขปัญหาแนวเขตที่ดินของรัฐที่ทับซ้อนกัน จึงควรเร่งจัดสรรงบประมาณ เพิ่มกำลังคนและเทคโนโลยี รวมถึงศึกษาการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานหรือผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสำรวจและรังวัดที่ดิน อันจะช่วยเร่งการออกเอกสารสิทธิ ลดข้อพิพาท และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

“แม้จะเริ่มเข้าใจแนวทางการจัดทำงบประมาณปี 2570 มากขึ้น แต่ยังคงต้องติดตามการดำเนินงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำว่า งบประมาณทุกบาท โดยเฉพาะงบกลาง งบกระตุ้นเศรษฐกิจ และงบด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ต้องใช้อย่างคุ้มค่า โปร่งใส และกระจายประโยชน์ไปสู่ประชาชนทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่เฉพาะบางกลุ่มหรือบางพื้นที่ พร้อมขอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ปรับปรุงรายละเอียดให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง”นายอัครแสนคีรี กล่าว.