กรณีล่าสุดที่รัฐบาลไต้หวันออกมาส่งสัญญาณเตือนเกษตรกรผู้ปลูก “น้อยหน่า” โดยเฉพาะสายพันธุ์น้อยหน่าสายพันธุ์ผสม ที่เรียกกันว่า สับปะรดน้อยหน้า หรือ เอทีโมยา “Atemoya” หลังจตลาดจีนแผ่นดินใหญ่เริ่มกลับมาเปิดรับและยื่นข้อเสนอสั่งซื้อในปริมาณมหาศาล สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลลึก ๆ ของรัฐบาลไทเปต่อกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจของรัฐบาลปักกิ่ง
คำถามคือ ในเมื่อการค้าขายสร้างรายได้ให้เกษตรกร แล้วทำไมรัฐบาลไต้หวันจึงต้อง “กังวล” และมองว่านี่คือสัญญาณอันตราย?
ความกลัวของไต้หวันไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มีพื้นฐานมาจากประสบการณ์จริง ย้อนกลับไปเมื่อปี 2564 จีนเคยสั่งระงับการนำเข้าน้อยหน่า สับปะรด และชมพู่จากไต้หวันอย่างกะทันหัน โดยอ้างเหตุผลเรื่องการตรวจพบแมลงศัตรูพืช อาทิ เพลี้ยแป้ง
คำสั่งครั้งนั้นสร้างความระส่ำระสายให้กับเกษตรกรในเมืองไถตง ซึ่งเป็นแหล่งปลูกน้อยหน่าใหญ่ที่สุดในไต้หวัน อย่างรุนแรง เนื่องจากในเวลานั้น ไต้หวันส่งออกน้อยหน่าไปยังจีนสูงถึง 90-95% ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด การถูกตัดขาดจากตลาดหลักเพียงข้ามคืนทำให้ผลผลิตล้นตลาด ราคาร่วงดิ่ง และรัฐบาลไต้หวันต้องควักงบประมาณมหาศาลเพื่อเข้ามาพยุงราคาและหาตลาดใหม่ ดังนั้น เมื่อจีนกลับมาสั่งซื้อเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ไต้หวันจึงมองว่านี่คือการเดินซ้ำรอยแผลเดิม
กระทรวงเกษตรของไต้หวันเตือนถึงกลยุทธ์ที่เรียกว่า “Raise, Trap, Kill” หรือ “เลี้ยงให้โต ดักให้อยู่ แล้วเชือด” ซึ่งเป็นจิตวิทยาทางเศรษฐกิจที่จีนมักนำมาใช้ กล่าวคือ
Raise ( เลี้ยง ) : จีนเปิดตลาดและเสนอซื้อในราคาที่สูงมาก เพื่อจูงใจให้เกษตรกรไต้หวันขยายพื้นที่เพาะปลูกและทุ่มเงินลงทุนเพิ่ม
Trap ( ดัก ) : เมื่อเกษตรกรพึ่งพาตลาดจีนจนเกือบ 100% และไม่สามารถหันไปขายให้ใครได้อีก เพราะโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่งถูกออกแบบมาเพื่อป้อนจีนเท่านั้น
Kill ( เชือด ) : เมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมืองหรือถึงเวลาที่ต้องการสร้างแรงกดดัน จีนก็จะสั่งแบนหรือตั้งกำแพงภาษีสูงๆ ทันที เช่น ล่าสุดมีการเก็บภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มกับน้อยหน่าไต้หวัน เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงทางเศรษฐกิจและสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน จนนำไปสู่ความไม่พอใจต่อรัฐบาลไทเป
พื้นที่เกษตรกรรมทางตอนใต้ของไต้หวัน ถือเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า ( ดีพีพี ) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ที่มีแนวคิดรักษาระยะห่างจากจีน การโจมตีภาคเกษตรจึงเป็นการหวังผลสะเทือนไปถึงคะแนนนิยมทางการเมืองโดยตรง
อีกหนึ่งเหตุผลที่ไต้หวันกังวลคือ จีนไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อตลอดไป ในช่วงที่สั่งแบนผลไม้ไต้หวัน จีนได้เร่งพัฒนาและขยายพื้นที่เพาะปลูกน้อยหน่าสายพันธุ์ดีในมณฑลทางตอนใต้ของตนเอง เช่น มณฑลกวางตุ้งและมณฑลไห่หนาน หรือเกาะไหหลำ พร้อมทั้งควบคุมการนำเข้ากิ่งพันธุ์และต้นกล้าอย่างเข้มงวด
การกลับมาเปิดนำเข้าน้อยหน่าจากไต้หวันในปริมาณมากอีกครั้ง อาจเป็นเพียงมาตรการระยะสั้นเพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศที่พุ่งสูงขึ้น ขณะที่สวนผลไม้ของจีนเองยังเติบโตไม่เต็มที่ แต่ในระยะยาว เมื่อจีนสามารถพึ่งพาผลผลิตภายในประเทศได้อย่างสมบูรณ์ ตลาดของไต้หวันก็อาจจะปิดตัวลงถาวรโดยอัตโนมัติ
ดังนั้น ไต้หวันจึงมองว่า การที่จีนนำเข้าน้อยหน่ามากขึ้น จึงเปรียบเสมือน “ยาหอมเคลือบยาพิษ” ในมุมมองของรัฐบาลไต้หวัน แม้เม็ดเงินในปัจจุบันจะดูหอมหวาน แต่ความผันผวนทางการเมืองระหว่างช่องแคบไต้หวันคือความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้
ทางออกเดียวที่ไต้หวันกำลังพยายามผลักดันในตอนนี้ คือการห้ามปรามไม่ให้เกษตรกรพึ่งพาจีนมากเกินไป และเร่งยกระดับเทคโนโลยีการแปรรูปผลไม้ รวมถึงการขยายตลาดส่งออกระดับพรีเมียมไปยังประเทศอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และแคนาดา เพื่อสร้างเกราะกำบังทางเศรษฐกิจ และไม่ยอมให้อนาคตปากท้องของเกษตรกร ต้องไปผูกติดอยู่กับคำสั่งของรัฐบาลปักกิ่งเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิภาพ : GETTY IMAGES



