แม้เวลานี้ปัญหาเรื่องของการเติมน้ำมันไม่ได้ จะลดน้อยถอยลงไป แต่ก็แลกมาด้วยราคาน้ำมันที่แพงขึ้นจนเกือบเท่าตัวไปแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาดีเซล ที่ถือเป็นน้ำมันที่มีผลต่อปากท้องประชาชน มีผลต่อระบบเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง

จากเดิมที่ในหลายรัฐบาลได้ประกาศอุ้มราคาไม่เกินลิตรละ 30 บาท แต่จนถึงเวลานี้ราคาดีเซลเกราดมาตรฐานหน้าปั๊มได้ทะยานไปถึงลิตรละ 50.54 บาท หรือรวมแล้วก็ปรับขึ้นไปกว่าลิตรละ 20 บาท

ไม่เพียงเท่านี้… ราคาน้ำมันแพงก็ทำให้บรรดาราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ต่างทยอยปรับขึ้นตามไปด้วย รวมไปถึงค่าไฟในงวดใหม่ที่ปรับเพิ่มขึ้นอีกหน่วยละ 7 สตางค์ ยิ่งเท่ากับเป็นความเดือดร้อนของคนไทยทั้งประเทศเข้าไปอีก

ขณะเดียวกันในด้านความเชื่อถือเชื่อมั่นในฝีมือของรัฐบาล ก็ทำให้คนไทยผิดหวังไม่น้อย เพราะรัฐบาลไม่สามารถเปิดโปง “ไอ้โม่ง” ตัวจริงเสียงจริง ที่กักตุน ที่ลักลอบนำน้ำมันไปขายให้เพื่อนบ้าน

แม้ขณะนี้ได้เข้าสู่การทำงานของรัฐบาลใหม่ที่ยังนำโดย นายกฯอนุทิน ก็ตาม และมีการเปลี่ยนตัวผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เป็น “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา

แต่!! การเพียงเปลี่ยนตัวผู้อำนวยการศบก.ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกระตุกต่อมความเชื่อมั่นของพี่น้องคนไทยได้!! ตราบใด…ที่ราคาน้ำมันไม่ได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด หรือการออกมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนที่ชัดเจน

การเข้ามาของ “เอกนิติ” ในการแก้ปัญหาในครั้งนี้ จึงกลายเป็น “ภาระ”อันหนักหน่วง ท่ามกลางข้อจำกัดสารพัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อจำกัดทางด้าน “งบประมาณ” ที่มีอยู่อย่างจำกัด

ด้วยเหตุนี้!!ทางออก จึงต้องตกไปอยู่กับ “กำไร” ของโรงกลั่น ที่ได้ขอความร่วมมือให้ปันส่วนกำไรส่วนเกินออกมาโอบอุ้มคนไทยทั้งประเทศ โดยยึดโยงกับมติครม.เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.65

มติครม.ที่ว่านี้… คือการที่รัฐบาลได้ขอให้โรงกลั่น ช่วยเหลือค่าน้ำมันประชาชนด้วยการส่งเงินเข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อดูแลราคาดีเซล และลดราคาน้ำมันเบนซิน เป็นเงินรวมทั้งหมดประมาณ 7,500-8,000 ล้านบาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน เมื่อเดือน ก.ค.-ก.ย.65 ที่ผ่านมา

แต่ความพยายามนี้…ก็ต้องขึ้นอยู่กับหัวหน้าทีมเศรษฐกิจและทีมงานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ว่าจะสามารถเจรจาและสามารถทุบโต๊ะเรียกเงินกำไรส่วนเกินได้เท่าไหร่

เหนือสิ่งอื่นใด ที่ประชาชนคนไทยยังรอความหวัง คือการออกมาตรการคนละครึ่งพลัส ว่าจะออกมาเมื่อใดและมีรายละเอียดอย่างไร แม้ตัวนายอนุทินได้ออกมาระบุว่า จะได้จำนวนเงินเท่าเดิมที่ 2,000 บาท และอาจมีหลายรอบ ก็ตาม

อย่างที่บอก…จากข้อจำกัดด้านงบประมาณ ที่มีอยู่เพียงน้อยนิด แถมยังมีความเสี่ยงในเรื่องของฐานะการคลัง เพราะการจัดเก็บรายได้ก็เป็นไปอย่างจำกัดจำเขี่ย จากภาวะเศรษฐกิจ

สัญญาณของรัฐบาลจึงส่งออกมาชัดเจนว่าจะแตะเรื่องของการลดภาษีสรรพสามิต เป็นลำดับสุดท้ายเพราะทุก 1 บาทที่ลดภาษีลงก็จะกระเทือนรายได้ของรัฐบาลไปเดือนละเกือบ 3,000 ล้านบาท

ทั้งหลายทั้งปวง จึงต้องมารอดูกันต่อไปว่า ในการประชุมครม.อนุทิน 2 นัดแรก ในวันที่ 6 เม.ย.นี้ บทสรุปจะออกมาอย่างไร

ที่สำคัญ!! แนวทั้งนั้นจะเรียกความเชื่อมั่นของคนไทยให้กลับคืนมาได้มากน้อยแค่ไหน?

 เพราะ…สุดท้าย ทุกอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝีมือของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ หรือ ทีมเศรษฐกิจ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับ “ผู้นำ” รัฐบาล!!