วัฒนธรรมการจุดพลุ “แฟลร์” อาจเป็นเรื่องปกติของวงการบอลไทย

ทั่วโลกเค้าก็จุดกัน, จุดแล้วจะเป็นไรไป…คนจุดเขาว่าอย่างนั้น

จากแฟนบอลจุด มาสู่กัปตันทีมชาติไทยจุด ถือเป็นการยกระดับการจุดพลุ “แฟลร์”

ก็น่าเห็นใจกัปตันทีมช้างศึก ในสถานการณ์แบบนั้น แฟนบอลส่งมาให้ ก็ต้องรับ ก็ต้องจุด เพราะดันไปพูดเอาไว้ในรายการ

ถ้าการจุดพลุแฟลร์เป็น “เรื่องผิด” กัปตันเจ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ก็พลาดที่ดันไปพูด ไปรับปากเอาไว้ในสถานการณ์ที่รายการพาไป และแฟนบอลที่นิยมพลุแฟลร์ ก็คิดว่า “อย่าล้อเล่นกับสัญลักษณ์แห่งพระเจ้า”

“พลุแฟลร์” ทำ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย โดนปรับเงินมาหลายรอบ หลายล้าน เพราะความสนุกใน “สัญลักษณ์แห่งพระเจ้า” กวดขันอย่างไรก็ยังจุดกันอยู่แบบไม่ยี่หระ

สมาคมบอลชุด พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง กวดขันเอาจริง ไล่รวมหลักฐานแจ้งความ แต่กับสมาคมฯ ชุด “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ หลังฉากไม่รู้ แต่หน้าฉาก ที่เป็นข่าว “เราไม่เห็น” ว่าซีเรียสเพียงใด

ตอนมารับหน้าที่ใหม่ๆ “มาดามแป้ง” เคยนัดแฟนบอลแต่ละกลุ่มกินข้าว ไม่แน่ใจว่าได้คุย ได้ขอเรื่องนี้หรือไม่ แล้วคำตอบคืออะไร

เทียบกับยุคก่อน มาดามแป้ง ดูไม่ค่อยขึงขังเท่าชุดก่อน อาจเพราะเกรงใจแฟนๆ

พลุแฟลร์ที่เคยจุด ก็ยังมีจุดเรื่อยๆ นอกสนามว่าไปอย่าง แต่การเอาเข้าไปในสนามได้

คำถามคือ เอาเข้าไปได้อย่างไร?

ทั้งที่แฟนบอลธรรมดาๆ โดนตรวจเข้ม น้ำก็เอาเข้าไม่ได้ แต่แฟนบอลกลุ่มหนึ่งเอาพลุแฟลร์เข้าได้

กลยุทธ แท็คติก ที่สมาคมบอล, ฝ่ายรักษาปลอดภัย ก็น่าจะรู้ กลุ่มเดิม ประวิงเวลาการเข้าสนาม ไม่ทยอยเข้า แต่ระดมคนเยอะๆ ก่อนบริเวณภายนอก

สังเกตได้ว่า จะแข่งรอมร่อ อัฒจันทร์ฝั่งนั้นยังโล่ง

เมื่อคนพร้อมแล้ว พอบอลจะเตะก็เฮโลกันเข้าสนามพร้อมๆกัน เป็นร้อยๆ คน ทำเป็นรีบๆ กลัวดูไม่ทัน เจ้าหน้าที่ก็ทานไม่ไหว ตรงนั้นน่าจะเป็นจุดอ่อนให้ลักลอบ

คำถามคือ รู้แท็คติก(เดิมๆ)แล้ว จะมีวิธีแก้, จะแก้หรือไม่

หรือหลับตาข้างเดียว ปล่อยๆ ผ่านไป ขำๆ ไป เป็นเรื่องปกติ

เป็น “นิวนอร์มัล” บอลไทย ต่อไปใครใคร่จุด…จุด.