ต้องยอมรับว่าการฉวยโอกาส การคุกคามทางเพศ มีโอกาสเกิดขึ้นกับทุกเพศ ทุกวัย  ทุกคน และในทุก ๆวัน  ไม่เพียงช่วงเทศกาล  ที่สำคัญไม่เกี่ยวกับการแต่งกายเสมอไป 

เมื่อในจำนวน“ผู้ถูกกระทำ”ที่พบเห็นแม้แต่งกายมิดชิดและใช้ชีวิตปกติก็ยังมีโอกาสตกเป็นเหยื่อ  เพราะสุดท้ายการเลือก“ลงมือ”ก่อเหตุหรือไม่ อยู่ที่ตัว“ผู้กระทำ”

ห้วงสงกรานต์ที่ผ่านมา  มีกรณีที่น่าหยิบยกเป็นตัวอย่าง  การรับมือเมื่อถูกลวนลาม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะที่คนพลุกพล่าน  ภายในเทศกาลเล่นน้ำสงกรานต์ บนถนนสีลม  เขตปทุมวัน กทม.  ผู้สื่อข่าวหญิงที่ลงพื้นที่ปฏิบัติงานถูกชายรายหนึ่งก่อเหตุจับก้น  เมื่อจับพิรุธได้ยังพยายามปรี่เข้าทำร้าย  ก่อนพบชายรายเดียวกันนี้เพิ่งลงมือก่อเหตุกับนักท่องเที่ยวหญิงต่างชาติมาเช่นกัน

ท่ามกลางความโกลาหล ความตื่นตกใจ  และทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น  ก่อนตะโกนขอความช่วยเหลือ จนตำรวจและพลเมืองดีช่วยกันควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้  การมีสติและตัดสินใจ“แจ้งความดำเนินคดี” โดยไม่ปล่อยผ่าน เป็นความกล้าหาญที่ต้องสนับสนุนให้ผู้ถูกกระทำ  ใช้กระบวนการยุติธรรมลงโทษ  เพราะไม่ง่ายเลยกับส่งเสียงหลังเหตุร้ายประชิดตัว

“ทีมข่าวอาชญากรรม” เปิดใจถึงเหตุผลการเลือก“เผชิญหน้า”ดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด เพื่อเป็นตัวอย่างว่าไม่ควรมีใครถูกละเมิดสิทธิ  และทิ้งไว้เพียงบาดแผลทางใจ  ปล่อยผู้กระทำผิดลอยนวล“ไร้บทเรียน”  

ผู้สื่อข่าวที่กลายเป็นผู้เสียหาย  สะท้อนมุมมองจากประสบการณ์ว่า ไม่อาจปฏิเสธว่าทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ไม่ดีจากการกระทำอนาจาร  ผู้เสียหายมักต้องเผชิญกับความกลัว ตกใจ และสับสนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคืออะไรกันแน่  และควรทำอะไรทันที  แต่หนึ่งสิ่งสำคัญหากผู้เสียหายตระหนักถึงสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย และมั่นใจในการให้ความยุติธรรม ไม่ว่าจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือพลเมืองดี  สิ่งนี้คือหนึ่งในความเชื่อใจที่สุด ณ ขณะนั้น  และเราต้องตะโกนส่งเสียงให้ดัง  เพื่อให้ผู้ก่อเหตุหวาดกลัวจากการกระทำของตัวเอง  และควรรู้ว่าสิ่งที่ทำผิดกฎหมาย

“หากเราไม่เชื่อในสังคมที่ดี ไม่เชื่อในพลเมืองที่ดี ไม่เชื่อว่าร่างกายเรามีสิทธิที่กฎหมายให้ความคุ้มครอง เราก็อาจจะหวาดกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะร้องขอความช่วยเหลือ หรือไม่กล้ายืนหยัดในสิทธิเมื่อถูกกระทำ”

ในทางกลับกันถ้าเราเชื่อในสังคมที่ดี ผู้เสียหายย่อมเห็นภาพที่จะเกิดขึ้น นั่นคือการที่พลเมืองดีบริเวณจุดเกิดเหตุจะรีบเข้าช่วยเหลือ เพื่อให้เราปลอดภัยจากอันตรายจริง ๆรวมไปถึงการเชื่อในกฎหมาย เชื่อในการวางแผนรับมือที่ดีของภาครัฐ เชื่อว่าทุกตารางนิ้วมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พร้อมเข้ามาระงับเหตุ  เราจะกล้าเปล่งเสียงขอความถูกต้อง เราจะกล้าเผชิญหน้ากับมัน

ทั้งนี้ ความเสียหาย ความหวาดกลัว หวาดระแวง หรือความรู้สึกทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลังเผชิญเหตุอนาจาร บาดแผลทางความรู้สึกจะยังเกาะกินใจผู้เสียหายตลอด  ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง อากัปกิริยาของผู้ก่อเหตุ  จนทำให้กลัว  แต่เราต้องเข้มแข็งเพื่อตัวเอง  และเพื่อคนอีกมากที่อาจตกเป็นเหยื่อของกลุ่มคนลักษณะนี้  แต่อาจไม่กล้าพอที่จะลุกขึ้นส่งเสียงขอความช่วยเหลือได้ทัน

“แต่ถ้าเราลุกขึ้นมาเเสดงออกเพื่อความถูกต้อง เผชิญหน้ากับความกลัว คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้ตัวเอง เชื่อว่าในการกระทำของเราไม่มากก็น้อย จะเป็นหน้าต่างบานเเรกให้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย มีความมั่นใจที่จะรักษาสิทธิตัวเอง เมื่อเจอความไม่ถูกต้อง ต้องเปล่งเสียงให้ดัง ผู้เสียหายต้องลุกขึ้นสู้ เพราะคนที่ต้องอับอายต่อสังคม ต้องเป็นคนกระทำผิดกฎหมาย ไม่ใช่เหยื่ออีกต่อไป”

พร้อมฝากอุทาหรณ์ครั้งนี้จะช่วยเตือนว่ามันสามารถเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของเราได้ทุกวินาที  แต่เราจะฉีดวัคซีนความเข้มแข็ง  และการตระหนักในสิทธิเนื้อตัวร่างกาย เพื่อใช้เป็นอาวุธปราบปรามการกระทำผิดในเรื่องเพศได้

เปิดสถิติแจ้งเหตุอนาจาร 

ช่วงสงกรานต์ (วันที่ 10-15 เม.ย.69) เฉพาะในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) รับแจ้งทั้งสิ้น 6 คดี  ท้องที่รับแจ้งเหตุ ประกอบด้วย  สน.ทองหล่อ  , สน.ตลิ่งชัน , สน.บางโพงพาง , สน.ลาดพร้าว , สน.ทุ่งครุ และสน.ปทุมวัน

“ไหว้สวย”ไม่ช่วย อนาจารมีโทษ

ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 278 ความผิดฐานกระทำอนาจาร  มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  หากกระทำต่อเด็กมีโทษหนักขึ้น  ถ้าอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่ายินยอมหรือไม่ ถือเป็น“ความผิดทันที”

หากอายุไม่เกิน 13 ปี จำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  หากมีการขู่เข็ญ ใช้กำลัง หรือทำให้เด็กอยู่ในสภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ โทษเพิ่มขึ้นเป็นจำคุกตั้งแต่ 1-15 ปีและปรับตั้งแต่ 20,000-300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน