สหประชาชาติ (ยูเอ็น) เตือนว่า แม้การเดินเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย จะค่อย ๆ กลับมาอีกครั้ง แต่เส้นทางสู่การผลิตอาหารตามปกติจะ “ยาวไกลและยากลำบาก” เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ที่มีต่อการจัดหาปุ๋ย


เนื่องจากโรงงานหลายแห่งปิดตัวลง และราคาก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตทั่วโลกเพิ่มขึ้น ราคาปุ๋ยจึงปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน และไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงได้ง่าย ๆ


“หากช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดอีกครั้งในทันที ไม่ใช่แค่การหยุดยิง แต่เรือสามารถสัญจรได้ ผลกระทบจะเป็นไปในเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ แต่มันจะไม่สมบูรณ์และไม่เท่าเทียมกัน” นายแม็กซิโม โทเรโร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) กล่าว


อนึ่ง ประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซีย เป็นผู้ส่งออกปุ๋ยไนโตรเจนรายใหญ่ เช่น ปุ๋ยยูเรีย ปุ๋ยแอมโมเนีย และปุ๋ยฟอสเฟต ทว่าข้อมูลจากอาร์กัส มีเดีย เผยให้เห็นว่า ราคาปุ๋ยยูเรียจากตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นถึง 70% ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์


ด้านอิตาลีเรียกร้องให้มี “ระเบียงมนุษยธรรม” ในช่องแคบฮอร์มุซสำหรับปุ๋ย หลังโทเรโรกล่าวเตือนว่า หากราคาปุ๋ยยังสูงต่อไป เกษตรกรจะเผชิญกับทางเลือกที่ตัดสินใจได้ยากลำบาก นั่นคือ การทำการเกษตรแบบเดิมด้วยปัจจัยการผลิตที่น้อยลง ปลูกพืชน้อยลง หรือเปลี่ยนไปปลูกที่ใช้ปุ๋ยน้อยลง ซึ่งจะลดปริมาณอาหารไปจนถึงปี 2570


นอกจากนี้ โทเรโรยังเตือนว่า ปัญหาคอขวดในการจราจรทางทะเล นับตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา หมายความว่า ต่อให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดอีกครั้งในทันที ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานก็ไม่สามารถแก้ไขทั้งหมดได้ในระยะสั้น


โดยรวมแล้ว เอฟเอโอระบุว่า การค้าขายปุ๋ยยูเรียชะงักงันประมาณหนึ่งในสาม ขณะที่โรงงานผลิตปุ๋ยไนโตรเจนในอินเดียและบังกลาเทศ ชะลอการผลิตลง เนื่องจากไม่สามารถรับมือกับราคาก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูง ส่วนการผลิตและการขนส่งกลับมาดำเนินการอีกครั้งในอ่าวเปอร์เซีย แต่ถึงอย่างนั้น ราคาปุ๋ยไนโตรเจนจะลดลงอย่างช้า ๆ และไม่สม่ำเสมอ


“สิ่งที่แตกต่างจากน้ำมันคือ ภาคส่วนปุ๋ยไม่มีคลังสำรองเชิงกลยุทธ์ที่ประสานงานระหว่างประเทศ ส่งผลให้การจัดการกับภาวะอุปทานชะงักงันทำได้ยากขึ้น และการแก้ไขปัญหานี้ต้องใช้เวลานานหลายเดือน ไม่ใช่หลายวัน” โทเรโร กล่าว


ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ซื้อก็ได้รับผลกระทบจากข้อเท็จจริงที่ว่า สัญญาซื้อขายช่วงก่อนสงครามที่ควบคุมราคาปุ๋ยหลายฉบับ “ถูกระงับ” เนื่องจากผู้ผลิตอ้าง “เหตุสุดวิสัย” ทำให้ผู้ซื้อต้องอาศัยราคาสินค้าในตลาดปัจจุบันที่สูงขึ้น


ทั้งนี้ เอฟเอโอคาดการณ์ว่า ราคาปุ๋ยทั่วโลกอาจสูงขึ้นเฉลี่ย 15-20% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยโทเรโรกล่าวว่า การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของราคาปุ๋ย น่าจะใช้เวลา 4-8 สัปดาห์ เพราะกำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้น และตารางการขนส่งจะถูกปรับใหม่


“อย่างไรก็ตาม ราคาปุ๋ยไม่น่าจะกลับไปสู่ระดับในเดือน ก.พ. 2569 ก่อนไตรมาสที่สามของปี 2569 หรืออาจไม่กลับสู่ระดับนั้นอีกเลยในปีนี้” โทเรโร กล่าวเสริม


โทเรโรชี้ให้เห็นว่า การตัดสินใจปลูกพืชหลายชนิดถือว่า “ผิดพลาดไปแล้ว” เนื่องจากซีกโลกเหนืออยู่ในฤดูเพาะปลูกแล้ว อีกทั้งมันสายเกินไปสำหรับอินเดีย บังกลาเทศ ปากีสถาน ศรีลังกา ซูดาน เคนยา โซมาเลีย ตุรกี และจอร์แดน ซึ่งพึ่งพาปุ๋ยจากอ่าวเปอร์เซียเป็นอย่างมาก แต่ประเทศในเอเชียอาจดำเนินการทันการเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบที่สอง หากปุ๋ยมาถึงภายใน 4-6 สัปดาห์.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AFP