“ปวดหลัง” น่าจะเป็นอาการที่ทุกคนเคยเป็น และคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แค่ไปนวดหรือพักผ่อนนิดหน่อยก็คงจะหายไปเอง แต่เชื่อหรือไม่ว่า ปวดหลังอาจจะไม่ใช่แค่อาการเมื่อย แต่มันอาจหมายถึงอันตรายบางอย่างที่แฝงมาโดยที่คุณไม่รู้ตัว
“คุยกันหมอ” จึงได้สอบถามไปยัง นายแพทย์ อัครวิทย์ อัศวศักดิ์สกุล แพทย์ออร์โธปิดิกส์และศัลยกรรมกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลรามคำแหง เพื่อหาคำตอบว่า “ปวดหลัง” คืออะไรกันแน่ เป็นแค่อาการเมื่อยหรือว่าบ่งบอกสัญญาณอะไรบางอย่างหรือเปล่า?

= สัญญาณเตือน “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” ที่คุณไม่ควรมองข้าม =
อาการปวดหลัง เป็นหนึ่งในอาการที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม คิดว่าเกิดจากการนั่งนาน ยกของหนัก หรือแค่ “เมื่อยธรรมดา” แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาการปวดหลังบางแบบ โดยเฉพาะที่ “ปวดร้าวลงขา” อาจเป็นสัญญาณของโรคที่สำคัญอย่าง หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทส่วนเอว (Lumbar Disc Herniation)
โรคนี้พบได้ประมาณ 1–3% ของประชากร โดยมักเกิดในช่วงอายุ 30–50 ปี และพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย
= หมอนรองกระดูก คืออะไร? ทำไมถึง “ทับเส้นประสาท” =
กระดูกสันหลังของเราทำหน้าที่เป็นแกนหลักของร่างกาย และเป็นทางผ่านของเส้นประสาทสำคัญที่ส่งสัญญาณจากสมองไปยังแขนและขา
ระหว่างกระดูกแต่ละข้อ จะมี “หมอนรองกระดูก” ทำหน้าที่ รองรับแรงกระแทก, กระจายน้ำหนัก และทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้อย่างยืดหยุ่น หมอนรองกระดูกมีลักษณะเหมือน “เจลลี่” คือ ด้านนอกแข็ง (annulus fibrosus) และด้านในเป็นเจล (nucleus pulposus)
เมื่อเกิดการเสื่อม หรือมีแรงกดมากผิดปกติ ผนังด้านนอกอาจ “แตก” เจลด้านใน “ปลิ้น ออกมา” ไปกดทับเส้นประสาท และนี่คือจุดเริ่มต้นของอาการปวดรุนแรง
= สาเหตุที่ทำให้เกิดโรค (หลายคนเป็นโดยไม่รู้ตัว) =
โรคนี้มักไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นการสะสมของหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น จากหมอนรองกระดูกเสื่อม ทำให้แตกง่ายขึ้น, พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น นั่งนาน ยกของหนัก เล่นเวทผิดท่า อุบัติเหตุ หรือบิดตัวผิดจังหวะ น้ำหนักตัวมาก
รวมถึง สูบบุหรี่ เบาหวานควบคุมไม่ดี ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างของหมอนรองกระดูกโดยตรง, พันธุกรรม บางคนมีโครงสร้างหมอนรองกระดูกที่อ่อนแอกว่าคนทั่วไป

= อาการแบบไหน…ต้องเริ่มระวัง =
- ปวดหลัง เช่น ปวดลึก ปวดตึง อาจเกิดจากการอักเสบหรือกล้ามเนื้อเกร็ง
- ปวดร้าวลงขา (สัญญาณสำคัญ) ปวดจากสะโพกลงไปขา อาจถึงน่องหรือเท้า จำเพาะต่อเส้นประสาทที่ถูกกด
- ชา / อ่อนแรง ได้แก่ ชาบริเวณขา ยกเท้าไม่ขึ้น เดินสะดุด
- อาการรุนแรง (ต้องรีบพบแพทย์ทันที) เป็นภาวะฉุกเฉิน ต้องรักษาภายใน 48 ชั่วโมง
-กลั้นปัสสาวะ/อุจจาระไม่ได้
-ชาบริเวณอวัยวะเพศหรือฝีเย็บ
= แพทย์วินิจฉัยอย่างไร =
การวินิจฉัยไม่ได้ดูแค่ “ปวดหลัง” แต่ต้องดูหลายอย่างร่วมกัน ตั้งแต่ ซักประวัติและพฤติกรรมเสี่ยง, ตรวจร่างกาย (เช่น ท่ายกขาตรง), MRI → เห็นจุดกดทับชัดเจน, CT Scan / X-ray → ดูโครงสร้างกระดูก
= แนวทางการรักษา (ไม่ใช่ทุกคนต้องผ่าตัด) =
- การรักษาแบบไม่ผ่าตัด เหมาะกับอาการไม่รุนแรง ได้แก่ ยาลดอักเสบ / ยาแก้ปวดเส้นประสาท, กายภาพบำบัด, ฉีดยาเข้าโพรงประสาทเพื่อลดการอักเสบ ให้สังเกตอาการมักดีขึ้นใน 2–4 สัปดาห์
- การผ่าตัด (เมื่อจำเป็น) แพทย์จะพิจารณาเมื่อ อ่อนแรงมาก, ปวดรุนแรงไม่ดีขึ้น, มีภาวะฉุกเฉิน เทคโนโลยีปัจจุบันในการช่วยแพทย์มีหลายแบบ เช่น ผ่าตัดผ่านกล้อง (Endoscopic) แผลเล็ก ~1 ซม., ผ่าตัดด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Microscopic), วิธีเฉพาะทางอื่น ๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งผลการรักษาสำเร็จมากกว่า 90% โอกาสเป็นอัมพาต “ต่ำมาก”
ถ้าปล่อยไว้…จะเกิดอะไรขึ้น? หลายคนเลือก “ทน” เพราะกลัวผ่าตัด แต่ความเสี่ยงคือ เส้นประสาทเสียหายถาวร, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, ปวดเรื้อรัง, เดินลำบาก และบางกรณี “รักษาไม่กลับมาเหมือนเดิม”
แต่ปวดแบบนี้ อย่ารอ ถ้าคุณมีอาการ
✔ ปวดหลังร่วมกับปวดร้าวลงขา
✔ ชา หรืออ่อนแรง
✔ อาการไม่ดีขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์
???? ควรเข้ารับการตรวจทันที
เพราะ “การวินิจฉัยเร็ว” คือกุญแจสำคัญในการรักษาให้หายและกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เร็วที่สุด
ข้อมูลจาก นายแพทย์ อัครวิทย์ อัศวศักดิ์สกุล แพทย์ออร์โธปิดิกส์และศัลยกรรมกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลรามคำแหง




