เมื่อวันที่ 29 ก.ค. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีปัญหาข้อมูลด้านสุขภาพที่ประชาชนที่อยู่ในแอปหมอพร้อม ไม่ตรงกับที่ประชาชนมีการตรวจจริง ว่า ตนได้มอบ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตรวจสอบเรื่องนี้ โดยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า ข้อมูลสุขภาพของประชาชนที่ส่งต่อมายังแอปพลิเคชันระบบ “หมอพร้อม” เพราะอะไรถึงไม่ตรงตามที่ประชาชนเข้ารับบริการ ซึ่งจะตรวจสอบทั้งหมด โดยดูตั้งแต่ต้นทางที่ตรวจสอบมา รวมไปถึงประเด็นที่สังคมกำลังให้ความสนใจ เบื้องต้นใช้เวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีโยงกับประเด็นการคีย์ทิพย์ เพราะถูกบังคับเรื่องตัวชี้วัด หรือ KPI ด้วยหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ตรวจสอบทั้งหมด เพราะต้องพิจารณาข้อมูลที่ออกมาก่อน จากนั้นค่อยๆ ไล่ลงไปว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งหากเกี่ยวข้องกับประเด็นเคพีไอหรือไม่ ก็ต้องรอผลการตรวจสอบก่อน
เมื่อถามย้ำว่า การตรวจสอบประเด็นเคพีไอ เป็นเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข หรือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นายพัฒนา กล่าวว่า ขณะนี้ทั้งกระทรวงฯ และ สปสช. ร่วมกันตรวจสอบอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ภายใน 2 สัปดาห์ จากข้อมูลสุขภาพที่ไม่ตรงตามจริงหลายร้อยเคสที่ออกมา หรือข้อมูลล่าสุดมีจำนวนเท่าไหร่ ทางคณะกรรมการฯ ที่มีปลัด สธ. จะต้องไปตรวจสอบทั้งหมด และต้องได้ข้อสรุปออกมา
“ขอย้ำว่า การคืนข้อมูลสุขภาพผ่าน “หมอพร้อม” ให้ประชาชนทราบ ถือว่าเป็นประโยชน์ทำให้ประชาชนได้ทราบข้อมูลของตัวเอง และรีเช็กได้” นายพัฒนา กล่าว
ด้าน นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้มอบให้ นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดูงานดิจิทัล เป็นประธาน ร่วมพิจารณากับ สปสช. มี ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการฯ ร่วมกันตรวจสอบเรื่องนี้ ซึ่งขณะนี้ทำงานกันแล้ว และในวันอังคารที่ 4 ส.ค. 2569 จะประชุมร่วมกับเลขาธิการ สปสช. เพื่อประเมินข้อมูลทั้งหมดอีกครั้ง จากนั้นวันศุกร์ถัดไป จะแถลงข่าวผลตรวจสอบทั้งหมด ซึ่งอยู่ในกรอบดำเนินการ 2 สัปดาห์
เมื่อถามว่าประเด็นที่จะตรวจสอบมีเรื่องคีย์ทิพย์ ด้วยหรือไม่ นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า มีทั้งหมด โดยการตรวจสอบจะมี 3 ประเด็นหลักก่อน ประเด็นแรก คือ การคีย์ข้อมูลผ่าน HDC ซึ่งหน้างานมีปัญหาเรื่อง 16 แฟ้มต้องคีย์บางครั้งไม่ครบถ้วน มีการเติมเมคอะไรหรือไม่ 2.งานตามเคพีไอ และงานส่งเสริมฯ จะอยู่ในระดับ รพ.สต. ก็จะเป็นประเด็น รพ.สต. เหมือนกรณีร้อยเอ็ด แต่ สสจ. เช็กมาแล้วว่า คนที่โพสต์ว่าข้อมูลไม่ตรงมาจากปี 2562-2563 พบว่าชื่อตรงกันแต่นามสกุลคล้ายกัน ไม่ตรงกัน เพราะปี 2562-2563 ไม่ได้ออเธน แต่เมื่อตรวจสอบแล้วก็รีบแก้ไข กรณีนี้คือบุคลากรมีข้อผิดพลาด และ 3.เรื่องเอกชน ที่มีโอกาสที่คีย์การรักษาเข้าไปแต่ไม่ได้ให้บริการจริงหรือไม่ ซึ่งกรณีนี้จะเป็นในส่วน สปสช. ทั้งหมด 3 ประเด็น แต่หากเจอประเด็นอื่นๆ ก็จะขยายตรวจสอบ และปรับการทำงานต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่าแต่คนมองว่า ส่วนใหญ่มาจากการบังคับเคพีไอ จนต้องมีการคีย์ทิพย์ นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า เคพีไอที่ตั้งไว้ เป็นการตรวจสอบการทำงาน เช่น ตั้งเป้าคัดกรองเบาหวาน คัดกรองมะเร็งปากมดลูก ต้องไปดูว่า แต่ละพื้นที่จะให้ตรวจเท่าไหร่ ก็ต้องไปดูว่าทำได้หรือไม่ หากทำงานไม่มีเคพีไอเลยก็ติดตามกันไม่ได้ หากเรามองมุมกลับ หากเขาไม่ทำงานแล้วเมคข้อมูลทิพย์จริง ก็ต้องลงโทษ แต่หากเป็นกรณีเมคข้อมูลเพราะกรอบไม่ได้จริงๆ ก็ต้องมาพิจารณา เพราะเคพีไอมีการปรับทุกปี
เมื่อถามว่า หากพบว่ามีผู้บังคับบัญชาในพื้นที่บังคับเคพีไอ เพื่อประโยชน์ส่วนตน และเคพีไอนั้นทำไม่ได้จริง จะดำเนินการอย่างไร ปลัด สธ. กล่าวว่า ต้องตรวจสอบก่อน หากเจอต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า เป็นอย่างไร หากสุดท้ายงานเยอะจริงก็จะเป็นอีกเรื่อง แต่หากไม่ใช่ ก็ต้องพิจารณารายกรณี ดังนั้น ต้องแยกออกมาว่า ทำไม่ไหวตรงไหน อย่างไร
ถามต่อว่า ข้อมูลที่เกิดขึ้นมาจาก รพ. ระดับใด รพ.สต. หรือ รพ. นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ขอดูข้อมูลอย่างละเอียดก่อน ไม่อยากเดา เราต้องดูหมด ทั้ง รพ.สต. และ รพ. อย่าง รพ. ถือว่าซีเรียส เพราะหากข้อมูลการรักษาผิดพลาด แบบนี้ไม่ได้ ตอนนี้ยังให้ฝ่ายกฎหมายดูด้วยว่า ข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องกับประกันสุขภาพเอกชน เป็นอย่างไร จะส่งผลกระทบหรือไม่
เมื่อถามกรณีมีการเปิดกลุ่ม Line รวมตัวผู้เสียหาย เพื่อเตรียมดำเนินคดี และล่าสุดจะไปยื่นหนังสือร้องเรียนชมรมรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม วันที่ 30 ก.ค. นี้ นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องดี หากมีข้อมูลอยากให้ส่งเรื่องเข้ามา เพื่อช่วยกันตรวจสอบ แต่หากต้องการแจ้งความ หรือร้องทุกข์ทางทนายก็สามารถทำได้ หากอะไรผิดก็จะแก้ไข นี่เป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลของตัวเอง
“ผมมองว่า นี่เป็นโอกาสที่ดีที่ท่านรัฐมนตรีให้ทำระบบนี้ เพราะประชาชนมีโอกาสรู้ข้อมูลตัวเอง อย่างเราตรวจราชการ เราเป็นการสุ่มตรวจ แต่นี่ถือว่าประชาชนได้เห็นข้อมูล อะไรไม่ดีก็ต้องปรับแก้ไข อะไรผิดก็ต้องว่ากันไปตามผิด” ปลัด สธ. กล่าว.



