ปริมาณข้าวคาดว่าจะลดลงในปีนี้ เนื่องจากชาวนาลดพื้นที่เพาะปลูกทั่วเอเชีย เพราะปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูง อันเป็นผลมาจากจากสงครามอิหร่าน ยิ่งไปกว่านั้น ปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังจะเกิดขึ้น ก็จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าว ซึ่งเป็นอาหารหลักที่มีการบริโภคมากที่สุดในโลก
ข้าว เป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก และภาวะอุปทานชะงักงันเพียงเล็กน้อย อาจส่งผลกระทบในหลายประเทศ ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นและสร้างภาระให้กับงบประมาณครัวเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้บริโภคที่อ่อนไหวต่อราคา ในเอเชียและแอฟริกา
อนึ่ง สงครามในอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อชาวนาในประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ เช่น ประเทศไทย และเวียดนาม รวมถึงฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้า อีกทั้งสงครามครั้งนี้ยังตัดการไหลเวียนของเชื้อเพลิงและปุ๋ย ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียกับตลาดโลก
บรรดาชาวนารายย่อยส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผชิญกับความเครียดที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากปรากฏการณ์สภาอากาศ “เอลนีโญ” จะนำมาซึ่งสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งยิ่งขึ้นในภูมิภาคนี้ ในช่วงครึ่งหลังของปี
“ชาวนาในบางประเทศเริ่มปลูกข้าวแล้ว และใช้ปัจจัยการผลิตน้อยลง เพราะราคาสูงขึ้น เราจะได้เห็นสถานการณ์อุปทานทั่วโลกตึงตัวมากขึ้น ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และช่วงต้นปีหน้า” นายแม็กซิโม โทเรโร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) กล่าว
นอกจากนี้ การขนส่งข้าวก็เผชิญกับปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทานอยู่แล้ว โดยผู้ค้าข้าวรายใหญ่ของโลกรายหนึ่งในสิงคโปร์ กล่าวว่า ระบบโลจิสติกส์กลายเป็นฝันร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย เนื่องจากการขาดแคลนถุงพลาสติกคุณภาพสูง รถบรรทุกขนส่งข้าวไปยังท่าเรือมีจำนวนจำกัด และการขนส่งทางเรือเองก็ชะงักงันเช่นกัน
ในขณะที่การขาดแคลนปุ๋ยและความแห้งแล้ง ส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวขนาดเล็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลผลิตในฤดูกาลถัดไปคาดว่าจะลดลงมากกว่าเดิม
ทั้งนี้ อินเดีย ประเทศไทย และฟิลิปปินส์ ทำนาปีในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. ส่วนเวียดนามและอินโดนีเซีย จะเริ่มทำนาปรังในช่วงเวลาเดียวกัน
ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐ ระบุว่า แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับอุปทาน แต่โลกยังมีข้าวสำรองปริมาณมาก หลังจากผลผลิตล้นตลาดมาหลายปี โดยอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก มีข้าวสำรองมากถึง 42 ล้านตัน หรือคิดเป็นประมาณ 20% ของปริมาณข้าวสำรองทั่วโลก ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบจากการผลิตที่ลดลงทั่วโลกได้
อย่างไรก็ตาม โทเรโรกล่าวว่า ราคาข้าวส่วนใหญ่ในปัจจุบันทรงตัว แต่มันก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น แม้สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซจะได้รับการแก้ไขในทันทีก็ตาม
“การเปิดช่องแคบฮอร์มุซในเร็ววัน จะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาอุปทานครั้งใหญ่ได้ แต่ถ้าเราไม่เปิดช่องแคบนี้ภายในสองถึงสามสัปดาห์ สถานการณ์จะเลวร้ายอย่างมาก” โทเรโร กล่าวทิ้งท้าย.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : REUTERS



