ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศว่าจะถอนกำลังทหาร 5,000 นาย หรืออาจจะมากกว่านั้น ที่ประจำการอยู่ในเยอรมนี หลังนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ ผู้นำเยอรมนี วิพากษ์วิจารณ์การจัดการความขัดแย้งกับอิหร่านของสหรัฐ โดยกล่าวว่ารัฐบาลเตหะรานทำให้รัฐบาลวอชิงตัน “เสียหน้า”
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวโจมตีสเปนและอิตาลี ที่ไม่ให้ความช่วยเหลือในปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐต่ออิหร่าน และเมื่อทรัมป์ถูกถามว่าจะพิจารณาถอนกำลังทหารสหรัฐออกจากประเทศเหล่านั้นหรือไม่ เขาก็ตอบว่า “อาจจะ” โดยให้เหตุผลว่า อิตาลีไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเลย และสเปนเป็นประเทศที่แย่มาก
อันที่จริง ทรัมป์บ่นมานานแล้วว่า สหรัฐแบกรับภาระด้านความมั่นคงของชาติตะวันตกอย่างไม่ยุติธรรม โดยครั้งหนึ่งเขาเคยกล่าวถึงมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของยุโรปอย่างเยอรมนี ว่าเป็น “ผู้ละเลย” ในเรื่องนี้ ซึ่งการถอนกำลังทหารสหรัฐบางส่วน เป็นอีกความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นซ้ำ แต่เน้นย้ำถึงปัญหาที่ใหญ่กว่า
ขณะที่ความเต็มใจของสหรัฐในการสนับสนุนความมั่นคงของยุโรปเริ่มสั่นคลอน และภัยคุกคามจากรัสเซียก็เพิ่มขึ้น เยอรมนี สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ให้คำมั่นสัญญาว่าจะเริ่มต้นยุคใหม่ของการใช้จ่าย แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาต้องฝ่าฝันอุปสรรคมากมาย และมีเวลาไม่มากนัก
“หากเราต้องการรักษาความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก เราต้องเสริมสร้างเสาหลักของยุโรปภายในองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต)” นายบอริส พิสโตริอุส รมว.กลาโหมเยอรมนี กล่าว พร้อมกับชี้ให้เห็นว่า การถอนกำลังทหารเป็นสิ่งที่ “คาดการณ์ได้”
ขณะเดียวกัน เมิร์ซกล่าวว่า “ไม่มีความเชื่อมโยงใด ๆ” ระหว่างความขัดแย้งกับทรัมป์ กับการลดจำนวนทหารสหรัฐ ซึ่งทหารหลายพันนายยังคงประจำการอยู่ในเยอรมนี แม้จำนวนจะน้อยกว่าเมื่อก่อนก็ตาม
ด้านนางอัลลิสัน ฮาร์ต โฆษกของนาโต กล่าวว่า ร่มเงาของนาโตถูกถอนออกไปแล้ว แม้รัสเซียยังคงเป็นภัยคุกคาม และความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐ เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ยุโรปจะต้องลงทุนในด้านการป้องกันประเทศมากขึ้น
อนึ่ง ชาวยุโรปบางคนมีความคิดเห็นแตกต่างออกไป โดยมองว่าการถอนกำลังทหารสหรัฐ เป็นการสูญเสียความสามัคคีและจุดมุ่งหมายร่วมกัน อีกทั้งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการกระทำฝ่ายเดียวของสหรัฐ
“ภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อประชาคมข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ไม่ใช่ศัตรูภายนอก แต่เป็นการแตกสลายอย่างต่อเนื่องของพันธมิตรของเรา ซึ่งพวกเราทุกคนต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อพลิกกลับแนวโน้มที่เลวร้ายเช่นนี้” นายกรัฐมนตรีโดนัลด์ ทัสก์ ผู้นำโปแลนด์ กล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การพลิกกลับแนวโน้มดังกล่าว จำเป็นต้องมีการเพิ่มงบประมาณกลาโหมในกลุ่มประเทศสมาชิกนาโตส่วนใหญ่ ตลอดจนการฟื้นฟูการผลิตอาวุธ การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ และความร่วมมือที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งตามแผนการปัจจุบัน งบประมาณกลาโหมประจำปีของยุโรป จะเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า ภายในปี 2573 เป็นเกือบ 750,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 24.4 ล้านล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม การใช้เงินก้อนนั้นอย่างชาญฉลาด ยังต้องการกรอบความคิดที่แตกต่างออกไป เพราะเมื่อพูดถึงเรื่องการป้องกันประเทศ รัฐบาลต่างหวงแหนผลประโยชน์ของชาติอย่างมาก นั่นจึงทำให้ขาดความร่วมมือในการผลิตและการจัดซื้อจัดจ้างมาโดยตลอด.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : REUTERS



