ต้องบอกเลยว่าประวัติไม่ธรรมดาจริงๆสำหรับนักแสดงสาว “เอิงเอย ประภามณฑล” จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร คณะมัณฑนศิลป์ ภาควิชาออกแบบตกแต่งภายใน เป็นนักแสดงอิสระ ดีไซเนอร์ และดีเจ มีประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย จนได้รับการจับตาในฐานะนักแสดงหญิงเจ้าบทบาทของไทย ล่าสุดเธอท้าทายความสามารถด้านการแสดงด้วยหนังสยองขวัญเรื่องแรกอย่าง “เทอม 4: เรือนนางสนม” (2569) งานนี้ “yimyim” จึงไม่พลาดพาไปคุยเจาะลึกการทำงานของเธอกัน

จุดเริ่มต้นการร่วมงานกับโปรเจกต์ “เทอม 4” เป็นมาอย่างไร?
เรื่องนี้เอิงก็ไปแคสต์ตามปกติค่ะ ตอนนั้นจำได้ว่ามีเป็นเรื่องย่อมาให้อ่านก่อนและทีมงานก็ส่งชื่อนักแสดงที่จะเล่นกับเรามาด้วยว่าเป็น “น้องโจริญ4EVE” และก็รู้ว่า “น้องมูย่า” เป็นผู้กำกับ ซึ่งเอิงเป็นคนที่เล่นหนังนักศึกษามาประมาณหนึ่งก็จะพอคุ้นชินกับผู้กำกับที่ไม่ใช่รุ่นเดอะเอิงชอบทำงานกับเด็กรุ่นใหม่เพราะเขาจะมีความคิดสร้างสรรค์มีแนวคิดใหม่ๆ ที่น่าสนใจ และเปิดกว้างกับอะไรที่เราอาจจะคาดไม่ถึงเป็นการทำงานที่แชร์กัน มันมีแมจิกระหว่างการทำงานที่พบเจอได้บ่อยๆ เวลาที่เราจะรับงานสักงานเราไม่ได้เลือกจากทุนของหนัง ฉะนั้นให้เราไปแคสต์เราก็แคสต์ตามหน้าที่ เราเลือกไม่ได้เราต้องเป็นคนถูกเลือก เรื่องนี้ถ้าไม่นับหนังนักศึกษาที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นหนังสยองขวัญเรื่องแรกของเอิงเลย โดยธรรมชาติของนักแสดงเราอยากจะไปในทุกที่ เราคงจะมีบทที่เราถนัด แต่เราจะอยู่แค่นั้นไม่ได้เอิงอยากได้ทำงานหลายๆ แบบ ทำงานอยู่ในมีเดียหลายแพลตฟอร์ม อย่างเรื่องนี้อย่างที่บอก เราไม่ได้เลือกแต่เราถูกเลือกซึ่งดีใจมากที่เราได้ทำงานไทป์ใหม่ๆได้ทำงานที่เป็นอาชีพในขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา

เรื่องราวของ “เรือนนางสนม” เป็นอย่างไร?
เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของ “บิว” กับ “เกรซ” รุ่นพี่กับรุ่นน้องจากมหา’ลัยเดียวกัน บิวเป็นช่างภาพและเกรซก็เรียนสายแฟชั่นอยู่แล้ววันหนึ่งบิวก็ชวนเกรซมาเป็นนางแบบให้หน่อยโดยมีคอนเซปต์เป็นชุดกินรี และมีความเป็นไทยผสมผสานในแนวทางแฟชั่นหน่อยก็เลยมีไอเดียว่าจะไปถ่ายทำกันที่เรือนไทยโบราณหลังหนึ่งที่มันตรงกับคอนเซปต์ในการถ่ายรูปของเราพอดีโดยไม่รู้ว่าเรือนหลังนี้ก็มีตำนานบางอย่างที่เต็มไปด้วยอาถรรพ์และความพิศวงที่เกิดขึ้นของเรือนหลังนี้ก็คือ คนที่อยู่ข้างในมองไม่เห็นแต่ถ้าใครออกไปข้างนอกแล้วมองเข้ามาที่เรือนนี้ก็จะมองเห็นความน่ากลัวของ “เรือนนางสนม” หลังนี้

เคยรู้เรื่องตำนานของที่นี่มาก่อนบ้างไหม?
เอิงไม่ได้เรียนที่นี่ แต่ก็พอรู้ว่ามันเป็นเรื่องราวของมหา’ลัยแห่งหนึ่งในภาคกลางเป็นเรือนไทยหลังหนึ่งตั้งอยู่ใจกลางมหา’ลัยเลย ซึ่งบริเวณโดยรอบของมหา’ลัยนี้ก็จะเป็นเหมือนพระราชวังเก่า มีเรือนต่างๆ รายล้อมมากมาย และหนึ่งในนั้นก็มี “เรือนนางสนม”จากที่ฟังมาเขาก็เล่ากันมาว่านักศึกษาที่ใช้เส้นทางตรงนั้นผ่านไปมาอยู่เป็นประจำ บางคนมองไปที่เรือนก็มองเห็นนางรำบ้างเห็นคนในเรือนบ้าง และเคยมีนักศึกษาไปท้าไปลองกันที่เรือนนี้

ส่วนใหญ่ก็จะไม่เจออะไรกัน ยกเว้นคนที่อยู่ด้านนอกใครที่ยืนรออยู่ก็มักจะเจอกับอะไรบางอย่างแทนมันอาจจะเป็นการกลับไปกลับมาของมิติ ความทับซ้อนของมิติอะไรสักอย่าง สำหรับความคิดเอิงความน่าสนใจของตำนานนี้ก็เลยมาส่งผลให้เรื่องราวของเรือนนางสนมมีความน่าค้นหามากขึ้นและมีกิมมิกบางอย่างที่เอามาสอดคล้องกับเนื้อเรื่องในปัจจุบันของ “บิว”และ “เกรซ” ได้ ในเรื่องของจิตใจคนที่เราซ่อนเอาไว้ไม่ได้อยากให้คนอื่นเห็นภาพที่คนอื่นเห็นอาจจะเป็นอีกแบบหนึ่งก็ได้ เราแสดงออกยังไงแต่คนอื่นเขามองเข้ามาเขาเห็นแบบไหนมันอาจจะไม่มีทางที่จะมองเห็นภาพเดียวกัน 100% ในเรื่องของตัวตนในเรื่องของจิตใจคนที่นำมาเสนอเป็นภาพสะท้อนอยู่ในเรื่องนี้เชื่อมโยงกับภูตผีที่เราต้องเจอมันมีการตีความเกี่ยวกับจิตใจของมนุษย์ที่ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบันมันก็ยังมีอยู่ในตัวตนของคนแต่รูปแบบมันแตกต่างกันไปต่างกรรมต่างวาระ

ร่วมงานกับ “โจริญ” ครั้งแรกเป็นยังไงบ้าง?
“โจริญ” เป็นน้องที่น่ารักมาก เขาเรียนมาสายภาพยนตร์โดยตรงจบด้านแอ็กติงมาเลยนะ เขาเป็น T-POP ที่มีคิวแน่นมากแต่เวลาที่มาทำงานตรงนี้ในกองถ่าย เขาเต็มที่กับงานของตัวเองมากไม่มีอะไรที่น่ากังวลเลยสำหรับการร่วมงานกับโจริญ น้องเขาเก่งอยู่แล้วในช่วงแรกเชื่อไหมว่าเอิงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโจริญคือหนึ่งในสมาชิก “วง 4EVE” คือเด๋อมาก มารู้จักกันตอนไปเวิร์กชอปเราต้องละลายพฤติกรรมร่วมกัน ก็มีการแนะนำตัวกันว่าเธอทำอะไรเอิงก็แนะนำตัวเองว่าเอิงนะเป็นฟรีแลนซ์ แล้วโจริญล่ะทำอะไร น้องบอกน้องมีวงชื่อว่า 4EVE วันนั้นเขินเลย ก็มีการไถ่โทษกันด้วยการไปกดติดตามและกดไลก์น้องก็หัวเราะกันไปค่ะ สนุกสนาน น้องก็เข้าใจและน้องก็เคยบอกว่าจริงๆก็รู้สึกดีที่พี่เอิงไม่รู้ เพราะจะได้เปิดกว้างการทำงานกันได้อย่างเต็มที่ในเรื่องมีฉากที่น้องต้องขึ้นสลิงด้วย ทีมงานก็หาสตันต์มาช่วยน้องแต่น้องก็ขึ้นเองเลย โดยไม่งอแงอะไรและในขั้นตอนการขึ้นสลิงก็ค่อนข้างยากน้องใส่ชุดไทยต้องมีการแก้ไขชุดเพิ่มเพราะท่าทางที่น้องขึ้นสลิงมีหลายท่าที่ค่อนข้างยากน้องก็ดูสนุกกับการทำอะไรพวกนี้ดีค่ะน้องมีความเป็นมืออาชีพในงานแสดงมาก

โลเคชั่นถ่ายทำของเรื่องนี้เป็นยังไงบ้าง?
เรื่องนี้เราไปถ่ายทำกันที่บ้านโบราณหลังหนึ่งในจังหวัดอยุธยา ซึ่งไม่ใช่เรือนจริงจากสถานที่จริง แต่ถ้าบอกว่าที่นี่คือ “เรือนนางสนม”จริง เอิงก็เชื่อนะคะ มีค้างคาวด้วย เอิงถามทีมงานก่อนเลยว่ามีใครไหว้เจ้าที่หรือยังคะเอิงไม่ได้กลัวนะแต่ไม่อยากลบหลู่ เราคิดว่าพื้นที่นี้น่าจะมีตำนานแหละเราก็ไม่ได้อยากรบกวนคนที่เคยอยู่มาก่อนและก็ไม่ได้อยากให้เกิดเรื่องหลอนขึ้นเลยระหว่างการถ่ายทำวันที่เราได้เห็นบ้านหลังนี้คือมวลทุกอย่างมาเต็มมากมีความโบราณหลังใหญ่เหมือนเป็นบ้านข้าราชการเก่าแก่ให้ความรู้สึกร่มรื่น ในขณะเดียวกันก็มีความเย็นยะเยือกแปลกๆอาจจะเพราะว่าวันนั้นในวันที่เราไปถ่ายทำ ทีมงานบอกว่าเป็นเซอร์ไพรส์ที่ทางกองถ่ายเจอคือการมีน้ำกำลังล้อมบ้านทั้งหลังเอาไว้ จริงๆ ในเรื่องเราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับน้ำเลย เป็นเรื่องของ “บิว” และ “เกรซ”ที่ต้องมาถ่ายรูปกันที่นี่ แต่พอมาเจอสถานการณ์นี้ทางทีมผู้กำกับก็ไม่สามารถที่จะเอาน้ำออกไปจากตรงนี้ได้เพราะมันคือเหตุการณ์อุทกภัยที่เราไม่ได้คาดการณ์มาก่อนทางทีมเลยใส่เรื่องราวนี้เพิ่มไปในบทเลยกลายเป็นฟังก์ชันที่ดีสำหรับการสร้างซีนขึ้นมาถ่ายทำไปด้วยแต่มันก็ยากสำหรับทีมงาน ทีมกล้อง และกับตัวนักแสดงเองด้วยทุกชีวิตต้องไปทำงานกันในน้ำเวลาเราจะถ่ายทำภายในก็ต้องลุยน้ำกันเข้าไป ทีมงานสร้างสะพานไม้เล็กๆ ให้เดินข้ามไป แต่เมื่อไหร่ที่เราจะถ่ายทำภายนอก ทีมงานก็ต้องลงไปแช่น้ำแล้วก็มีซีนที่เอิงต้องออกไปตั้งกล้องนอกบ้านแล้วถ่ายเกรซที่ยืนอยู่ด้านใน เอิงก็ต้องไปยืนแช่น้ำอยู่นาน บรรยากาศช่วงนั้นเป็นฤดูหนาวด้วย ตอนกลางวันร้อน แต่ตอนกลางคืนมันเย็นมากแล้วต้องลงไปแช่น้ำตอนกลางคืน ของเอิงยังไม่เท่าไหร่พอทุกอย่างพร้อมเอิงก็เดินเข้าไปในเซตที่เป็นน้ำอยู่นานไม่ได้เดี๋ยวเท้าเปื่อยและวันถ่ายเอิงก็มีอาการตาอักเสบด้วยก็ค่อนข้างที่จะต้องเซฟตัวเองประมาณหนึ่ง แต่คนที่แช่นานจนหนาวจะเป็นทีมงานมากกว่าพี่ช่างไฟบางคนยังต้องไปก่อไฟผิงไฟกันเลย ในขณะเดียวกันในความหนาวและหลอนของที่นั่น ผู้กำกับก็เลยมีไอเดียใช้น้ำตรงนี้เป็นเงาสะท้อนขึ้นไปบนบ้านซะเลย

ฝากผลงานหน่อย?
เรือนนางสนม ไม่ได้เล่าแค่ความน่ากลัวของความเป็นเรือนไทยโบราณเพียงอย่างเดียวแต่มันยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่อยู่ในเรือนนั้นสิ่งที่มันเคยเกิดขึ้นและกำลังจะเกิดขึ้น เล่นกับความรู้สึก เล่นกับแสงกับงานด้านโปรดักชัน งานดีไซน์ มุมมองใหม่ๆ ของผู้กำกับอย่างที่บอกเอิงชอบทำงานกับผู้กำกับใหม่เพราะความครีเอตมันมีมาให้เห็นได้เรื่อยๆแล้วมันดีที่ในวงการนี้จะมีอะไรแปลกใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ จากโปรเจกต์นี้และอยากให้ทุกคนได้ชมในตอนอื่นๆ ของ “เทอม 4” ด้วยเพราะเอิงเองก็อยากจะดูตอนอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน ยังมีทีมนักแสดง ทีมผู้กำกับ และตำนานความสยองทั้งหมด 4 เรื่องเอิงคิดว่ามันน่าตื่นเต้นที่จะได้เห็นหนังผีที่พรีเซนต์แตกต่างในรวดเดียวจบ เหมือนเราเข้าชมงานศิลปะใหม่ๆ ตลอดเวลาที่อยู่ในโรงหนังก็ฝากให้ทุกคนติดตามนะคะ



คอลัมน์ 1 Day With ซุปตาร์
โดย yimyim



