ไม่พูดถึงไม่ได้เลยสำหรับซีรีส์ดราม่าชั้นศาลสุดเข้มข้นผ่านเลนส์ผู้กำกับมือรางวัล “ณฐพล บุญประกอบ” กับซีรีส์จาก Netflix เรื่อง “ทนายปีศาจ” ที่รวบรวมนักแสดงคุณภาพไว้มากมายเพื่อสร้างความสนุกให้แฟนๆ นำโดย หญิง–รฐา โพธิ์งาม, ณัฏฐ์ กิจจริต, ปริม–อัจฉรียา โพธิพิพิธธนากร, กบ–ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, ต้อม–พลวัฒน์ มนูประเสริฐ, ตู่ ภพธร และ เพชร–เผ่าเพชร เจริญสุขพร้อมด้วยทีมผู้สร้างณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับ และผู้เขียนบทร่วม,จักริน เทพวงค์ ผู้กำกับร่วม และผู้เขียนบทร่วม และ ทรงพล จันทรสม ผู้อำนวยการสร้าง
งานนี้เรียกว่าแค่ได้เห็นรายชื่อผู้กำกับ ผู้เขียนบทและนักแสดงแล้ว ก็ทำให้รู้เลยว่าไม่ควรพลาดซีรีส์เรื่องนี้แน่นอน ล่าสุดพอ yimyim มีโอกาสได้เข้าร่วมสัมภาษณ์นักแสดงและผู้กำกับจากซีรีส์เลยไม่พลาดเก็บตกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาฝากกันแบบเอ็กซ์คลูซีฟสุดๆนั่นเอง

อธิบายคำที่บอกว่าศาลหรือห้องพิจารณาคดีเหมือนโรงละครสักหน่อย?
แซม จักริน “มันต้องเริ่มจากการที่ผมได้เข้าไปในกระบวนการพิจารณาคดีอาญา เรารู้สึกว่าเราใหม่มาก ความรู้ที่เรามีก่อนหน้านี้ความคาดหวังความเชื่อบางอย่างมันเหมือนถูกทำลายลง รู้สึกว่ากระบวนการต่างๆที่เราเข้าไปทำให้เราเกิดคำถามหลายอย่าง ซึ่งเป็นจุดที่อินสไปร์แล้วพอได้ศึกษาได้คุยกับคุณเพิ่ม ก็เลยรู้สึกว่าจริงๆแล้วศาลไม่ใช่เฉพาะแค่ของไทยแต่ของทั่วโลกมันก็เหมือนเป็นโรงละครที่มันมีคนที่ต้องมาแสดง ที่มันแสดงเพราะว่าความจริงที่อยู่ในศาลมันเป็นความจริงที่แต่ละฝ่ายหยิบยกมาซึ่งผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่ความจริงทั้งหมดอยู่แล้วทุกคนพยายามแสดงว่าตัวเองมีเหตุผล เผื่อพรีเซนต์ต่อผู้พิพากษาที่จะตัดสิน พอดีไซน์ออกมาเป็นไอเดียนี้ก็เลยเขียนออกมาเป็นบทจนอยู่ในขั้นของการกำกับและออกแบบฉากด้วย”
ไก่ ณฐพล “แต่ละฝ่ายมีเส้นเรื่องของตัวเอง ผมจะใช้คำว่าโน้มน้าวผู้พิพากษาให้เชื่อในเรื่องเล่า แล้วถ้าศาลเชื่อฝั่งไหนมันก็เหมือนเป็นการตัดสินมันก็เลยถูก Reply ว่าเป็นโรงละครที่ทุกคนเข้ามาแสดงเพื่อโน้มน้าวให้เชื่อในสิ่งที่เรากำลังเล่า”
ณัฏฐ์ กิจจริต “ถ้าให้ย่อยออกมาในพาร์ทของการแสดงของผมกับพี่หญิง(หญิง รฐา) ทนายกับนักแสดงมันจะคล้ายๆกันทั้งบล็อกกิ้ง Position ของตำแหน่ง อย่างท่าทางของตัวละครจิตตรีจะมีท่าทางของการเล่นจิตวิทยากับฝั่งตรงข้าม อาวุธของทนายก็คือไดอะล็อกและอาวุธของนักแสดงก็คือไดอะล็อก ร่างกาย Position และอำนาจต่อรองบางอย่างผ่านบล็อกกิ้ง ก็มีรายละเอียดระหว่างบรรทัดตรงนั้น“
หญิง รฐา “ถ้ามองในฐานะมนุษย์ เวลาที่เข้าไปในคอร์ทรูม แต่ละคนจะมี story ของตัวเองเพื่อที่จะพิสูจน์ว่าตัวเองบริสุทธิ์ แม้กระทั่งคนที่ไม่บริสุทธิ์ก็ต้องพรีพรีเซนต์ตัวเองให้บริสุทธิ์ให้ได้ หญิงมองว่าในฐานะที่หญิงเป็นนักแสดง พอหญิงเป็นทนายมันคือการโน้มน้าวหรือการดึงดูดความสนใจและพยายามใช้ เอ็นเนอจี้ทั้งหมดพูดให้คนในห้องนั้นเชื่อเรา มันเหมือนละครเวทีเหมือนกัน ที่เราจะต้องมีอินเนอร์บางอย่างที่ทำให้คนที่อยู่ในสภาวะแวดล้อมบริบทนั้นเชื่อเราให้ได้ ถ้าถามว่ามันคือโรงละครไหม ในฐานะนักแสดงหญิงว่ามันคือสถานที่แห่งหนึ่งที่เราจำเป็นต้องโน้มน้าวให้คนทุกคนเชื่อในตัวเราและเชื่อในสิ่งที่เรากำลังพูดออกไปว่ามันคือแฟกซ์ แม้ว่ามันจะไม่ใช่แฟกซ์ มันก็เหมือนนักแสดงนั่นแหละที่ต้องสวมการเป็นตัวละครและทำให้คนเชื่อเรา ในฐานะที่เราเป็นนักแสดงที่เป็นทนายมันก็เหมือนซ้อนไปอีกทีมันก็สนุกมากนะกับการที่ได้เป็นตัวละครนี้”

เป็นเรื่องเกี่ยวกับทนาย ต้องระวังมากขึ้นยังไงบ้างกับการกำกับและการหาข้อมูล?
ไก่ ณฐพล “ตั้งแต่ขั้นตอนการเขียนบทของแซมมีการรีเสิร์ชค่อนข้างละเอียดมากเพราะเราทำบทกันมามีเกิน 5 ปี แล้วก็มีที่ปรึกษาทางกฎหมายจำนวนหลายท่านที่ช่วยดูไม่ใช่แค่โครงเรื่องแต่รวมไปถึงไดอะล็อและลำดับการพูดบล็อกกิ้งหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นในศาลเราพยายามทำให้มันถูกต้องในสิ่งที่ควรเป็นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนตัวผมในฐานะผู้กำกับไม่ค่อยกังวลเรื่องความถูกต้องเท่าไหร่ หมายถึงว่าเรามั่นใจเพราะเราเช็คค่อนข้างละเอียด”
แซม จักริน “ผมว่าถ้ามันมีคำวิจารณ์หรือคำถามมันก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างดี เพราะจุดประสงค์มันคือการทำให้คนมาสนใจตรงประเด็นของกระบวนการพิจารณาคดีอยู่แล้ว และอย่างที่บอกว่ามันมีการผ่านการรีเสิร์ชการให้คณะผู้พิพากษาให้ตำรวจ คอยเช็คว่ามันสมจริงแค่ไหนผมว่าเพราะมันเป็นละครมันอาจจะไม่ได้มีความเป๊ะทุกอย่างแต่แก่นมันยังอยู่และผมรู้สึกว่าความถูกต้องในเชิงของวัตถุประสงค์ที่เราจะทำสิ่งนี้ ของวิธีการนี้ยังไงมันก็ยังอยู่มันไม่ผิดครับ“
ไก่ ณฐพล “หรือถ้ามันผิดแล้วมีคนวิจารณ์ก็ยิ่งดีครับ”
หญิง รฐา “หญิงมองว่าในการทำซีรีส์ ในลักษณะของทนายมันคงต้องมีมีการเอ๊ะกันบ้างแหละ แต่ในทางหลังบ้านหญิงค่อนข้างมั่นใจว่าเราทำหลังบ้านได้ค่อนข้างดี หมายถึงว่ามันจะมี Section ที่เราต้องมานั่งเรียนกันเลยว่าฝั่งจำเลยฝั่งโจทก์นั่งกันยังไง อัยการนั่งยังไง หน้าที่ใครแต่ละคนใครต้องรุกก่อน เราทำค่อนข้างตรงเป๊ะ แล้วเราก็ไปศาลไปดูสถานที่จริงด้วย แต่ในฐานะนักแสดงไดอะล็อบางอันมันอาจจะต้องทำเพื่อให้คนรู้สึก อาจจะไม่ได้ตรงเป๊ะหรือเอเนอจี้อาจจะไม่ได้เท่าเทียมกับการอยู่ในห้องคอร์ทรูมจริงๆ อาจจะต้องขยายไปให้มากขึ้นเพราะมันเป็นซีรีส์ เทสต์ซิ่งในการเล่นหรือคำพูดบางคำมันอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจริง หรือถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาจริงๆมันเกิดการคัดค้านขึ้นมาอยู่แล้ว แต่ในทางซีรีส์มันอาจจะเล่าช้าลงหน่อยเพื่อให้เอนเนอร์จี้หรือความรู้สึกของคนดูยังรู้สึกกับเหตุการณ์ตรงนั้นอยู่ แต่ใดใดสำหรับหญิงเราทำการบ้านไม่ว่าไม่ว่าจะเป็นฝั่งเบื้องหน้าหรือเบื้องหลังก็เต็มที่”
ใช้เวลาเขียนบทและพัฒนานานถึง 6-7 ปี ระหว่างทางมีอะไรที่เปลี่ยนไปจากเวอร์ชั่นแรกบ้าง?
แซม จักริน “โอ้โห เปลี่ยนไปเยอะมาก ทั้งเรื่องสภาพบ้านเมือง ความสนใจของทีมเขียนบทเองด้วยที่เปลี่ยนไป แต่ถ้าเปลี่ยนหลักๆ เลยคือเปลี่ยนตัวละคร ตอนแรกจะเป็นผู้ชายกับผู้ชาย ตัวละครจิตตรีเดิมทีวางไว้เป็นผู้ชาย แล้วก็เปลี่ยนเป็นผู้หญิงกับผู้ชาย แต่ว่าตรวจเส้นเรื่องมันยังคงเดิมอยู่ แล้วก็มีเรื่องคดีต่างๆ ที่ต้องเลือก ต้องเป็นคดีที่รู้สึกว่า เมื่อเวลาผ่านไปมันจะยังไม่เอาต์ ยังมีปัญหานี้อยู่ ยังไม่ถูกแก้ไข“
ไก่ ณฐพล “ตอนแรกตัวละครจิตตรีถูกวางไว้เป็นผู้ชาย เพราะว่าคนที่ทีมแซมสัมภาษณ์ตั้งแต่ต้นเป็นทนายผู้ชายที่ว่าความให้อาชญากร”
แซม จักริน “จริงๆ มันเป็นจุดแรกๆ เลยที่เราได้ไปรีเสิร์ชกับทนายที่เก่งกาจมากทางด้านว่าความให้กับอาชญากร คดีแรกๆ ของเขาคือทำให้คนที่ยิงคนตายหลุด แล้วพอเขาทำคนนั้นหลุด หลังจากนั้นก็มีแต่คดีแบบนี้ให้เขา เขามีเทคนิคเยอะมากที่แชร์ให้ฟัง นอกจากนี้ก็มีทนายคนอื่นอีกที่เป็นผู้หญิงที่ทำคดีแบบนี้ จนผมรู้สึกว่ามันใช้วิธีการคล้ายกัน ทำให้เราเห็นว่าบางครั้งการทำถูกต้องทุกอย่างมันไม่ได้ทำให้ได้มาซึ่งความยุติธรรม ตรงนี้ก็เป็นจุดที่รู้สึกว่าเราอยากลองใช้ตรงนี้ดู”

ทำไมถึงตัดสินใจเปลี่ยนตัวละคร จิตตรี จากผู้ชายเป็นผู้หญิง?
แซม จักริน“ตอนนั้นมีทีมเขียนบทคนหนึ่งชื่อน้องข้าวตูเขามองว่าตัวละครนี้ต้องการพลังที่เยอะมากในการที่จะมาพิสูจน์ว่าที่เขาทำสิ่งนี้ที่ดูผิดทางศีลธรรม แล้วคนดูจะเอาใจช่วยเขาได้ เลยคิดภาพเป็นตัวละครผู้หญิงขึ้นมา แล้วโลกของทนาย โลกของกระบวนการยุติธรรมมักถูกมองว่าเป็นโลกของผู้ชายเสียส่วนใหญ่ เราเลยอยากเห็นตัวละครที่มุ่งมั่นพุ่งพลังบางอย่าง เลยอยากเปลี่ยนเป็นผู้หญิง”
อยากให้คนดูมีความรู้สึกอย่างไร เพราะซีรีส์อาจไม่ตรงกับคำว่า ยุติธรรม ที่เคยคิดไว้?
ไก่ ณฐพล “ จริงๆอยากให้คนดูรู้สึกกระอักกระอ่วน หมายถึงว่าอยากให้รู้สึกกระอักกระอ่วนกับสิ่งที่เราเคยเชื่อมันไม่เป็นอย่างที่เราเห็น สิ่งที่เราเคยตัดสินว่ามันถูกหรือมันผิดมันกับมีนหลายมุมมากที่เราไม่เคยเข้าใจ หรือไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดผลลัพธ์อย่างที่มันเป็น ผมคิดว่าเวลาเราทำหนังหรือซีรีส์ สิ่งที่ผมในฐานะคนดูได้เรียนรู้มันคือการได้ ตั้งคำถามที่เราตอบไม่ได้ คำตอบที่เราไม่คุ้นเคยหรือเรารู้สึกกระอักกระอ่วนกับคำตอบแบบนี้ ทำไมคนถูกมันโดนลงโทษแต่คนผิดมันรอด แล้วทำไมกระบวนการมันถึงมีช่องโหว่ ทำไมมันยังถึงมีคำถามว่าเอ๊ะ วิธีการของจิตตรีดูเหมือนมันจะไม่ถูกต้อง แต่มันได้ผลลัพธ์ที่มันควรจะเป็น ผมว่าไอ้คำถามเหล่านี้มันจะทำให้คนดูได้คิดในมุมที่เขาไม่เคยคิดและเขาอาจจะได้เรียนรู้อะไรจากสิ่งที่ดู มันก็เลยออกมาเป็นแบบผลลัพธ์ที่ได้เห็น”
ณัฏฐ์ กิจจริต “ผมคิดว่าเมฆ (ตัวละคร) คือตัวแทนของความรู้สึกกระอักกระอ่วน ผมว่าเราเองอาจจะอยู่ในช่วงเนี่ยของสังคมที่หลายๆเรื่อง ไม่ถูกเล่าถึงหรืออาจจะเล่าข้ามไปข้ามมา พอไปแวะตั้งคำถามกับสิ่งเหล่านี้มันก็จะเจอคำตอบในสิ่งที่เมฆเจอ เรามีความเชื่อชุดนึงแต่พอมาเจอกับความจริงอีกชุดนึง สุดท้ายมันเป็นเรื่องของการตั้มคำถามระหว่างมนุษย์กับระบบ เราในฐานะทนายแล้วอาชีพที่มีกุญแจพิเศษที่ได้เดินเข้าไปลึกกว่าอาชีพอื่นๆแล้ว เราในฐานะทนายความสร้างผลกระทบหรือแทรกแซง หรือสร้างแรงโน้มน้าวบางอย่างในการตัดสินของคนได้มันยิ่งอึดอัดครับ แต่ผมว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของการที่ต้องตั้งคำถาม แค่เราเห็นหรือไม่เห็น แต่พอเราเห็นแล้ว มันก็จะเป็นการตั้งคำถามว่า “แล้วยังไงต่อ” ครับ”
เป็นการเปิดอีกด้านนึงของทนายหรือว่าด้านมืดหรือเปล่า ?
แซม จักริน “เป็นการโยนคำถามให้กับคนดูมากกว่าว่าถ้าเป็นคุณ คุณจะทำอย่างนี้ไหม ซึ่งผมว่ามันเป็นการกระอักกระอ่วนบางอย่างที่ไก่ได้พูดไป”
ยิ่งได้เห็นการทำงานอย่างละเอียดและการพัฒนาบทที่รอบคอบแบบนี้ก็ยิ่งทำให้อยากดูมากขึ้นเรื่อยๆ ยังไงฝากเป็นกำลังใจให้ซีรีส์สุดปังเรื่องนี้ด้วยนะจ๊ะ

1 Day With ซุปตาร์
yimyim



