เหตุการณ์พยายามลอบสังหารประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ครั้งที่ 3 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 25 เม.ย. ปีนี้ ณ โรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน ระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำประจำปีของสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ไม่เพียงแต่เป็นประเด็นด้านความมั่นคงส่วนบุคคลของผู้นำประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นภาพตัวแทนของความตึงเครียดที่หยั่งรากลึก จากการดำเนินนโยบายทั้งภายในและต่างประเทศที่ก่อให้เกิดการแบ่งขั้วอย่างสุดขั้วในสังคมอเมริกัน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงคุ้มกันประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ออกจากห้องจัดงาน ระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำประจำปีของสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ที่โรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน ในกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา 25 เม.ย. 2569

ข้อมูลจากการสืบสวนระบุว่า คนร้ายคือนายโคล โทมัส อัลเลน วัย 31 ปี พยายามบุกฝ่าด่านตรวจรักษาความปลอดภัย พร้อมอาวุธปืนลูกซอง ปืนพกและมีดหลายเล่ม ผู้ก่อเหตุถูกควบคุมตัวได้ก่อนเข้าถึงตัวประธานาธิบดี ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในโรงแรมเดียวกับที่ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน เคยถูกพยายามลอบสังหารเมื่อปี 2524 ยิ่งสร้างความสะเทือนใจซ้ำรอยประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน

อัลเลน ไม่ได้มีคุณลักษณะของผู้ก่อเหตุรุนแรงตามแบบฉบับทั่วไปที่สังคมคุ้นเคย เขาเป็นบัณฑิตเกียรตินิยมจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย ( แคลเทค ) ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ชั้นนำของโลก และยังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ อาชีพของอัลเลนในฐานะติวเตอร์วิชาการที่ได้รับการยอมรับและเคยได้รับรางวัล “ครูดีเด่น” ประจำเดือนธ.ค. 2567 สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะความขัดแย้งภายในตัวบุคคล ซึ่งสามารถทำหน้าที่ทางสังคมได้ดี ขณะที่มีอุดมการณ์รุนแรงก่อตัวขึ้นภายใน

ข้อมูลจากการสืบสวนพบว่า อัลเลนวางแผนการก่อเหตุอย่างเป็นระบบ เดินทางโดยรถไฟจากรัฐแคลิฟอร์เนียผ่านเมืองชิคาโกมายังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และเข้าพักในโรงแรมที่จัดงานล่วงหน้าในฐานะแขกทั่วไป การเลือกใช้ช่องโหว่ของสถานะ “แขกของโรงแรม” เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจตราเบื้องต้นแสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดในการวางแผน ยิ่งไปกว่านั้น อีเมลซึ่งมีเนือหาแบบการ “ประกาศเจตนารมณ์” ที่ส่งให้ครอบครัวก่อนลงมือเป็นการเปิดเผยเหตุผลในการโจมตี ที่เชื่อมโยงกับความคับแค้นใจต่อนโยบายหลายเรื่องของรัฐบาลทรัมป์

อัลเลนวิพากษ์วิจารณ์ความหละหลวมของมาตรการความปลอดภัยในโรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน อย่างรุนแรง โดยระบุว่าความ “เย่อหยิ่ง” และหละหลวมอย่างรุนแรงของฝ่ายจัดงาน ทำให้เขาสามารถพกพาอาวุธร้ายแรงเดินเข้าไปในพื้นที่สำคัญได้โดยไม่มีใครสงสัย

นายโคล โทมัส อัลเลน ผู้ก่อหตุกราดยิงที่งานเลี้ยงอาหารค่ำประจำปีของสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว นอนอยู่บนพื้น หลังถูกเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายควบคุมตัว ที่โรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน ในกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา 25 เม.ย. 2569

นอกจากนี้ อัลเลนยังแสดงทัศนะเชิงอุดมการณ์ที่บิดเบือนหลักการทางศาสนา โดยอ้างว่าการนิ่งเฉยต่อการกดขี่ของรัฐบาลคือการสมรู้

ร่วมคิดในอาชญากรรม พฤติกรรมนี้สอดคล้องกับแนวโน้มของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบภายใน ที่เปลี่ยนผ่านจากความคับแค้นใจส่วนบุคคลไปสู่การเป็น “นักรบอุดมการณ์” ซึ่งมองว่า ความรุนแรงคือเครื่องมือเดียวที่เหลืออยู่

ในเวลาเดียวกัน สหรัฐภายใต้การบริหารของรัฐบาลทรัมป์สมัยที่สอง เผชิญกับสภาวะความตึงเครียดทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ในเวเนเซุเอลา ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองศุลกากรที่รัฐมินนิโซตา ภาวะชัตดาวน์ซ้ำซ้อน ทั้งในระดับรัฐบาลทั้งหมด และกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ

แม้นายทอดด์ บลานช์ รมช.ยุติธรรมสหรัฐ ในฐานะรักษาการรมว.ยุติธรรมสหรัฐ กล่าวอ้างว่าเหตุการณ์นี้คือ “ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของระบบรักษาความปลอดภัย” เนื่องจากผู้ก่อเหตุถูกจับกุมได้ก่อนเข้าสู่ห้องบอลรูม แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงกลับมองเห็นภาพที่ต่างออกไป โดยมองว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนถึงช่องโหว่ที่ร้ายแรง โดยเฉพาะในด้านการจัดการความปลอดภัยซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่า “หละหลวม” โดยเฉพาะการที่ผู้ก่อเหตุสามารถจองห้องพักและพกพาอาวุธเข้ามาในตึกได้ตั้งแต่แรก

ขณะเดียวกัน การวางผังโต๊ะอาหารที่หนาแน่นสำหรับแขก 2,300 คน ทำให้เจ้าหน้าที่อารักขาต้องปีนข้ามเก้าอี้และโต๊ะหลายตัวเพื่อให้เข้าถึงตัวบุคคลสำคัญ ซึ่งในสถานการณ์ที่มีการยิงกันอย่างต่อเนื่อง ช่วงเวลาดังกล่าวอาจหมายถึงความแตกต่างระหว่างความเป็นกับความตาย

ผลกระทบหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การสืบสวนสอบสวนคดีอาญา แต่ยังรวมถึงการระเบิดของ “สงครามข้อมูล” ในโลกออนไลน์ สังคมสหรัฐในปัจจุบันตกอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า “การแบ่งขั้วทางความรู้สึก” ซึ่งความเกลียดชังต่อฝ่ายตรงข้ามมีน้ำหนักมากกว่าเหตุผล ในทันทีที่ข่าวแพร่กระจายออกไป ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลใช้คำว่า “มือสังหารฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง” และ “การโจมตีทางศาสนา” ในการสื่อสารเพื่อระดมฐานเสียง

ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามทรัมป์กลับตั้งข้อสงสัยว่าเหตุการณ์นี้อาจเป็นการ “จัดฉาก” เพื่อดึงความสนใจออกจากความล้มเหลวของสงครามในอิหร่านและปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ การที่คนในสังคมเลือกจะเชื่อ “ความจริงที่เลือกสรร” ทำให้การหาข้อสรุปที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อเยียวยาความแตกแยกในสังคมเป็นไปได้ยาก

นอกจากนี้ พรรคการเมืองใหญ่ทั้งสองพรรคใช้ภาษาที่ต่างกันในการบรรยายเหตุการณ์ความรุนแรง ฝ่ายรีพับลิกันมักมุ่งเน้นไปที่ตัวบุคคลผู้ก่อเหตุและความกลัว ด้านฝ่ายเดโมแครตมุ่งเน้นไปที่การเรียกร้องให้มีนโยบายควบคุมปืน และการวิพากษ์วิจารณ์การสร้างวาทกรรมของทรัมป์ ความแตกต่างทางภาษาศาสตร์นี้สะท้อนถึงโลกทัศน์ที่แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง และทำให้การสื่อสารข้ามขั้วล้มเหลว

หญิงสองคนโอบกอดปลอบใจกัน หลังเกิดเหตุกราดยิง ระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำประจำปีของสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ที่โรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน ในกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา 25 เม.ย. 2569

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการตอบโต้จากรัฐบาลกลาง นำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคตของระบอบประชาธิปไตยในสหรัฐ รายงานจาก Century Foundation’s Democracy Meter ซึ่งจัดทำเป็นระยะตั้งแต่ปี 2568 จนถึงปัจจุบัน ให้คะแนนระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐเพียง 57 จาก 100 คะแนน ซึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์ “รัฐอำนาจนิยม” ซึ่งปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อคะแนนที่ลดลงอย่างรวดเร็วคือการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ฝ่ายบริหาร และการใช้กองกำลังรัฐบาลกลางในการปราบปรามความเห็นต่างและกลุ่มผู้อพยพ

ขณะเดียวกัน ยังมีประเด็นของ”ช่องว่างทางความคิด” ที่กว้างขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ระหว่างฝ่ายรีพับลิกันที่มองว่าประชาธิปไตยกำลังทำงานได้ดีภายใต้ผู้นำที่เข้มแข็ง และฝ่ายเดโมแครตที่มองว่าสถาบันหลักกำลังล่มสลาย ในเวลาเดียวกัน ความรุนแรงทางการเมืองไม่ได้เป็นเพียงผลพลอยได้ แต่กลายเป็น “วิถีการดำเนินธุรกิจ” ทางการเมืองสมัยใหม่ของอเมริกาไปแล้ว

เหตุการณ์ที่งานเลี้ยงอาหารค่ำประจำปีของสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวในครั้งนี้ นับเป็นความพยายามลอบสังหารทรัมป์เป็นครั้งที่ 3 และเกิดขึ้นก่อนถึงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐในเดือนพ.ย. นี้ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า จะเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่สุด ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของการเมืองสหรัฐ

แม้ทรัมป์พยายามใช้กระแสความเห็นอกเห็นใจหลังเหตุการณ์ยิงครั้งนี้ในการเรียกคะแนนนิยม แต่กลับต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญคือสภาวะเศรษฐกิจ โดยผลสำรวจจากศูนย์วิจัยแทบทุกแห่งระบุตรงกันว่าว่า “ค่าครองชีพ” ยังคงเป็นปัจจัยอันดับหนึ่งสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ด้วยคะแนนความนิยมในการจัดการเงินเฟ้อที่เพียง 25% พรรครีพับลิกันอาจต้องเผชิญกับงานหนักในการรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ขณะที่สงครามในอิหร่านซึ่งยังคงยืดเยื้อ และมีการสูญเสียชีวิตของทหารอเมริกัน บวกกับค่าใช้จ่ายมหาศาลในการทำสงคราม ทำให้ฐานเสียงบางส่วนเริ่มตีตัวออกห่าง และผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่า 66% ต้องการให้ทรัมป์ยุติสงครามครั้งนี้โดยเร็วที่สุด

ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องของการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ซึ่งการที่ทรัมป์เรียกร้องให้มีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ในหลายรัฐ เช่น เทกซัสและเวอร์จิเนีย แน่นอนว่า เพื่อเป็นการสร้างความได้เปรียบให้กับพรรครีพับลิกัน แต่กลายเป็นประเด็นทางกฎหมายที่สร้างความขัดแย้งในสังคมอเมริกัน และอาจส่งผลต่อความชอบธรรมของผลการเลือกตั้งที่จะตามมา

การที่ทรัมป์ตกเป็นเป้าหมายของความพยายามลอบสังหารซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงสามครั้ง สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพของความรุนแรงทางการเมืองในอเมริกา ที่ไม่ใช่เพียงแค่การกระทำของคนร้ายเท่านั้น แต่เป็นผลลัพธ์ของสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความรุนแรง กล่าวคือ การทำให้ความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ เมื่อผู้นำใช้คำพูดที่รุนแรงและแสดงออกถึงความ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” สังคมก็เริ่มมองว่าความรุนแรงคือเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา

ขณะเดียวกัน การที่คนร้ายในเหตุการณ์ที่งานเลี้ยงของสมาคมผู้สื่อข่าวสามารถวางแผนและเข้าถึงเป้าหมายได้เกือบสำเร็จ ทั้งที่มีการเพิ่มมาตรการความปลอดภัยหลังเหตุการณ์ลอบสังหาร เมื่อปี 2567 แสดงให้เห็นว่ายุทธศาสตร์การป้องกันแบบดั้งเดิมยังไม่สามารถรับมือกับ “คนร้ายที่ลงมือเพียงลำพัง” ได้

ยิ่งไปกว่านั้น หากผลการเลือกตั้งกลางเทอมออกมาไม่ชัดเจน หมายถึง ไม่มีพรรคการเมืองใดครองเสียงข้างมากได้อย่างเด็ดขาด หรือมีการประท้วงเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง สหรัฐาจก้าวเข้าสู่สภาวะ “สงครามกลางเมืองในระดับต่ำ” ที่จะมีการลอบสังหารและการปะทะกันของกลุ่มการเมืองคนละขั้วอยู่เป็นระยะ

เหตุการณ์พยายามลอบสังหารทรัมป์ ระหว่างเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำประจำปีของสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว คือสัญญาณเตือนภัยร้ายแรงครั้งล่าสุดสำหรับระบอบประชาธิปไตย ไม่เพียงแต่ในสหรัฐ ทว่านานาประเทศสามารถนำมาใช้ถอดบทเรียนได้เช่นกัน ว่าการแก้ไขปัญหาไม่สามารถทำได้เพียงแค่การเพิ่มงบประมาณให้แก่เจ้าหน้าที่อารักขา หรือการสร้างกำแพงล้อมรอบผู้นำ แต่ต้องอาศัยการปรับปรุงในระดับโครงสร้างทางสังคม

ผู้นำการเมืองจากทุกฝ่ายต้องตระหนักว่าคำพูดของพวกเขามีผลต่อการตัดสินใจของผู้ที่อยู่ในสภาวะเปราะบางทางจิตใจ การปฏิรูปหน่วยงานความมั่นคงภายใน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับระบบรักษาความปลอดภัยต้องปรับเปลี่ยนจากการเฝ้าระวังแค่ทางกายภาพ ไปสู่การเฝ้าระวังในมิติไซเบอร์และพฤติกรรมศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการควบคุมการใช้อำนาจพิเศษของฝ่ายบริหาร

อนาคตทางการเมืองของสหรัฐแขวนอยู่บนความสามารถของสังคม ในการกลับมาหาฉันทามติร่วมกันว่า ความรุนแรงไม่ใช่คำตอบสำหรับการแก้ปัญหาทางการเมือง หากความรุนแรงยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือหลัก ไม่ว่าโดยบุคคลหรือโดยรัฐ การวางตัวเองในฐานะดินแดนแห่งเสรีภาพของสหรัฐอาจหมดความเชื่อถือมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : REUTERS