“ทีมข่าวอาชญากรรม”สอบถามแง่มุมกฎหมาย มรดกฟ้องเรียกคืนได้หรือไม่ หากทำได้…ต้องด้วยเหตุผลใด กับนายนิติศักดิ์ มีขวด ในฐานะนักกฎหมาย โดยอธิบายว่าอย่างแรกต้องทำความเข้าใจว่า มรดกหรือกองมรดก คือทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ที่ผู้ตายมีอยู่ก่อนตาย เมื่อตายแล้วทรัพย์สิน สิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ จะถือว่าเป็นกองมรดกที่ต้องแบ่งปันแก่ทายาท
หากเป็นการยกทรัพย์สินให้ ในขณะที่เจ้าของทรัพย์ยังคงมีชีวิตจะไม่เรียกว่าได้รับมรดก แต่จะเป็น“การให้โดยเสน่ห์หา”
การรับมรดกจะแบ่งเป็น 2 ประเภท 1.การรับมรดกโดยอาศัยความเป็น“ทายาทโดยธรรม” เช่น ผู้สืบสันดาน บิดามารดาของผู้ตาย เป็นต้น ที่มีสิทธิรับมรดกก่อนหลัง ตามมาตรา 1629 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ป.พ.พ.)
และเป็นผู้รับมรดกโดยพินัยกรรม หรือเรียกว่า “ผู้รับพินัยกรรม” ซึ่งเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินไว้ให้ก่อนตาย และพินัยกรรมจะมีผลเมื่อผู้ทำพินัยกรรมได้ถึงแก่ความตาย
หากเป็นการได้รับมรดกโดยอาศัยความเป็นทายาทโดยธรรม เมื่อเจ้าของทรัพย์ตายจึงจะแบ่งปันให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิได้รับ โดยกฎหมายกำหนดให้ตั้ง“ผู้จัดการมรดก” เพื่อทำหน้าที่รวมรวบทรัพย์สิน สิทธิ และหนี้ต่าง ๆของเจ้ามรดก และดำเนินการแบ่งให้ทายาท

กรณีนี้หากผู้จัดการมรดกมีพฤติกรรม“ปิดบัง”ทรัพย์กองมรดก หรือทำนิติกรรมต่าง ๆ อันเป็นยักยอกกองมรดก ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก ก็มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมต่างๆ เพื่อนำกลับมาแบ่งปันให้ทายาทได้ หรือหากทายาทคนใดครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งกัน ทายาทอื่นก็มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้
หรือในกรณีที่บุคคลภายนอกได้ยึดถือทรัพย์มรดกไว้โดยที่ไม่มีสิทธิ ทายาทเจ้าของมรดกก็ใช้สิทธิฟ้องเรียกคืนทรัพย์มรดกจากผู้ที่รับไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายได้
กรณีได้รับมรดกโดยพินัยกรรม ทายาทผู้มีส่วนได้เสียอาจใช้สิทธิ“เพิกถอน”พินัยกรรม เพื่อนำทรัพย์มรดกมาแบ่งปันให้ทายาทได้ ในกรณี 1.พินัยกรรมปลอม 2.พินัยกรรมการไม่ได้ทำแบบ หรือมีผลเป็นโมฆะ 3.พินัยกรรมที่ทำขึ้นโดยผู้ทำพินัยกรรมเป็นผู้ที่ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ 4.พินัยกรรมทำขึ้นในขณะที่ผู้ทำพินัยกรรมมีอาการวิกลจริตหรือไม่มีสิติสัมปชัญญะ 5.พินัยกรรมได้ทำขึ้นเพราะเหตุผู้ทำพินัยกรรมถูกข่มขู่
6.พินัยกรรมซึ่งได้ทำขึ้นเพราะสำคัญผิดหรือกลฉ้อฉล โดยความสำคัญผิดหรือกลฉ้อฉลนั้นถึงขนาด ซึ่งถ้ามิได้มีความสำคัญผิดหรือกลฉ้อฉลเช่นนั้น พินัยกรรมนั้นก็จะมิได้ทำขึ้น เจ้าของมรดกหรือผู้ตายจึงไม่สามารถฟ้องให้ผู้รับมรดกคืนทรัพย์ได้
กรณีรับมรดกโดยพินัยกรรม หากผู้ทำยังไม่ถึงแก่ความตาย ก็สามารถเพิกถอนพินัยกรรมได้เอง แต่หากเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมเรียกคืนจากผู้รับพินัยกรรมตามกรณีต่างๆ ที่อธิบายไปข้างต้น ผู้มีสิทธิฟ้องหรือร้องต่อศาล ต้องเป็น“บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคดี”นั้น

ส่วนประเด็นฟ้องเรียกคืนการให้(หมายถึงก่อนผู้ตายเสียให้โดยเสน่หา) เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณ ตามมาตรา 531 นั้น ผู้ให้สามารถเรียกคืนทรัพย์ที่ให้ไปแล้วได้ หากผู้รับประพฤติเนรคุณต่อผู้ให้ โดยกระทำการต่อผู้ให้ดังนี้
(1) ถ้าผู้รับได้ประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดฐานอาญาอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายลักษณะอาญา หรือ(2) ถ้าผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง หรือ(3)ถ้าผู้รับได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถจะให้ได้
กฎหมายกำหนดให้สามารถฟ้องเพิกถอนการให้เพราะ“เหตุเนรคุณ”ได้ แต่เหตุดังกล่าวผู้ที่สามารถฟ้องเพิกถอนได้ต้องเป็น“ตัวผู้ให้ทรัพย์”นั้นเอง เพราะเหตุเนรคุณผู้รับต้องกระทำต่อผู้ให้โดยตรง
หรือในกรณีที่ทายาทของผู้ให้ จะใช้สิทธิดำเนินการฟ้องเพิกถอนการให้ ต้องกรณีตามป.พ.พ. มาตรา 532 อันเกิดจากเหตุที่ผู้รับได้ฆ่าผู้ให้ตายโดยเจตนาและไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือได้กีดกันผู้ให้ไว้มิให้ถอนคืนการให้ หรือหากผู้ให้ได้ฟ้องคดีไว้แล้วอย่างใดโดยชอบ ทายาทของผู้ให้จะว่าคดีอันนั้นต่อไปก็ได้ แต่เหตุดังกล่าวไม่สามารถทำได้เมื่อผู้ให้ได้ให้อภัยแก่ผู้รับในเหตุประพฤติเนรคุณนั้นแล้ว หรือเมื่อเวลาได้ล่วงไปแล้ว 6 เดือนนับแต่วันที่ผู้ให้รู้เหตุเนรคุณ และ 10 ปีนับแต่วันที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น ซึ่งผู้ฟ้องต้องสามารถพิสูจน์ให้ศาลเห็นโดยชัดเจน

นายนิติศักดิ์ ระบุ สังคมบ้านเรามักเจอปัญหาฟ้อง“แย่งชิง”ทรัพย์มรดกคนคนในครอบครัวเดียวกัน เนื่องจากปัญหาครอบครัวซับซ้อนขึ้น เช่น ครอบครัวหลายบ้าน บุตรนอกสมรส คู่ชีวิตที่ไม่จดทะเบียน โดยเฉพาะในตระกูลที่มีทรัพย์สินมูลค่าสูง มีทายาทหลายฝ่ายขัดแย้งกัน หรือแม้แต่ในครอบครัวเล็ก ๆ ไม่ได้มีทรัพย์มากมายก็มีข่าวคราวให้เห็นว่าทายาทฆ่ากัน หรือทำร้ายกัน ด้วยเหตุแย่งชิง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นถ้าเจ้ามรดกได้วางแผนชีวิต โดยแบ่งทรัพย์ที่มีอยู่ให้กับทายาทให้ครบถ้วน ซึ่งสามารถทำได้ 2 กรณี คือ 1.โอนให้ในขณะยังมีชีวิตอยู่ หรือ 2.ทำพินัยกรรมแบ่งปันทรัพย์ให้แก่ทายาท ซึ่งการทำพินัยกรรมควรทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ระบุทรัพย์ให้ชัดเจน ป้องกันการตีความภายหลัง
“ตัวอย่างฎีกาน่าสนใจที่วางบรรทัดฐานการฟ้องเรียกคืนทรัพย์มรดก”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10454/2558
การที่ ส. นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่ง 4 คดี และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาคดีทั้งหมดเข้าด้วยกัน แม้ ส.แถลงต่อศาลชั้นต้นว่า กระทำในฐานะทายาทเจ้ามรดก และกระทำแทนทายาทอื่นของเจ้ามรดกในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยตามป.พ.พ. มาตรา 851 แต่เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานเป็นหนังสือว่า ส.ได้รับแต่งตั้งจากทายาทอื่นและโจทก์ให้เป็นผู้กระทำการแทน
สัญญาประนีประนอมยอมความที่ ส.ทำกับจำเลยซึ่งมีการตกลงแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกรวมทั้งที่ดินพิพาท จึงไม่ผูกพันโจทก์ แม้การตกลงระหว่างบุคคลทั้งสองจะมีข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตามป.พ.พ. มาตรา 374 และโจทก์เข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้นแล้ว แต่ก็ไม่มีบทกฎหมายใดห้ามมิให้โจทก์ในฐานะทายาทของเจ้ามรดกใช้สิทธิฟ้องเรียกคืนทรัพย์มรดกจากผู้ที่ได้รับไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
“ตัวอย่างฎีกาเรียกคืนไม่สำเร็จ”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2374/2564
ก่อนผู้ตายถึงแก่ความตายได้แบ่งที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 บางส่วน และยกที่ดินพิพาทให้แก่นาย ส. หลังจากนั้นนาย ส. ได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อมาอย่างเป็นเจ้าของ โดยที่ทายาทอื่นของผู้ตายไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้อง การครอบครองที่ดินพิพาทของนาย ส. และจำเลยทั้ง 8 ซึ่งเป็นทายาทของนาย ส. จึงเป็นการครอบครองเพื่อตน มิใช่เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่น กรณีมิใช่การครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปันกัน
สำหรับปัญหาตามฎีกาที่ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นั้น เมื่อนาย ส. กับจำเลยทั้ง 8 ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของโดยการยกให้จากผู้ตายมิได้เป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นแล้ว จึงมิใช่เป็นกรณีที่ทายาทครอบครองทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งปัน.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



