เป็นที่รู้กันว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ความประมาทของบุคคล  การขาดวินัยของผู้ขับขี่  แต่ยังมีปัจจัยกายภาพ และระบบที่บกพร่อง ซึ่งสะท้อนชัดถ้าไม่ทำให้ดีขึ้น นี่อาจไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่จะเกิดความสูญเสีย

“ทีมข่าวอาชญากรรม” สำรวจมุมมองใกล้จุดเกิดเหตุ ที่เห็นปัญหาทั้งการจราจรที่ติดขัด การขาดระเบียบ ไร้วินัยขับขี่จนชินตา  ในฐานะคนในพื้นที่จะมีข้อเสนอแก้ไขให้ปลอดภัยขึ้นได้อย่างไรบ้าง

นายจำรัส (สงวนนามสกุล) อายุ 59 ปี  วินจักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งอยู่บริเวณดังกล่าวมา 20 ปี  มองการสั่งให้รถจักรยานยนต์หยุดเป็นเรื่องยาก เพราะปริมาณรถที่มาก  ในความเป็นจริงการรถไฟฯควรเป็นผู้ดูแล เพราะรถไฟรู้เวลาแน่ชัดว่าจะเข้าเมืองเมื่อไหร่  ต่างจากผู้ใช้รถที่คาดเดาไม่ได้ 

ดังนั้น เจ้าหน้าที่ที่คอยกั้นรถต้องให้ความสำคัญและดูแลให้ดี หากยังไม่มีการหยุดรถก็ไม่ควรปล่อยผ่าน พร้อมเสนอว่าควรมีอุปกรณ์ เช่น โทรโข่ง ไว้คอยบอกสัญญาณแก่ผู้ขับขี่  ส่วนที่คนโบกธงมีความผิดร่วมกับคนขับรถไฟนั้น ตนมองว่าคนโบกธงต้องรอให้รถหยุดสนิทก่อนตามหลักการ

ด้านนายมนุเชษฐ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 17 ปี คนขับวินจักรยานยนต์รับจ้าง  สะท้อนปัญหาความไม่ปลอดภัยและความไร้ระเบียบ  ปัญหาหลักคือ ไม้กั้นรถไฟที่ถูกชนจนหักเสียหายแทบทุกสัปดาห์  เพราะผู้ขับขี่รถยนต์ไม่ยอมหยุดและพยายามแทรกตัวผ่านช่องว่างขณะไม้กั้นกำลังปิด ประกอบกับระบบสัญญาณไฟจราจรไม่ได้เปิดใช้งานตลอดเวลา  ทำให้รถแต่ละฝั่งแย่งกัน จนเกิดความโกลาหล

ในส่วนเจ้าหน้าที่ประจำป้อมสัญญาณ  ตั้งข้อสังเกตไม่ค่อยอยู่ประจำป้อมหรือหลับระหว่างรถไฟผ่าน จึงเสนอแก้ 3 ส่วนคือ ปรับปรุงระบบไม้กั้นให้มิดชิด  ป้องกันการแทรกตัว , ติดตั้งและเปิดใช้สัญญาณไฟจราจรให้ครอบคลุมตลอดทั้งวัน และกำชับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ประจำป้อมสัญญาณให้มีความรับผิดชอบ

ส่วนประเด็นที่มีตำรวจจราจรมาช่วยโบกนั้น   ส่วนตัวเห็นด้วย และควรยืนโบกตลอดเวลาไม่ใช่แค่เพียงครู่เดียวแล้วกลับ  เพราะหากไม่มีใครอยู่ผู้ขับขี่ก็มักฝ่าฝืน

“ควรมีเจ้าหน้าที่อย่างน้อย 2 คน คนหนึ่งปิดไม้กั้น อีกคนเดินไปโบกให้รถหยุด ซึ่งปกติกลุ่มวินรับจ้างมักต้องเข้าไปช่วยกั้นรถ หรือลากไม้กั้นที่หักมาช่วยกันเอง”

อีกเสียงจากนางกฤษณา (สงวนนามสกุล) หรือ ป้าหน่อย  อายุ 66 ปี  ชาวจ.สระแก้ว  แต่คุ้นเคยกับการเดินทางในพื้นที่ย่านนี้เพราะมีโอกาสเข้ามาทำธุระตั้งแต่ช่วงปี 2518-2519 เล่าว่า  เดิมการจราจรหนาแน่นน้อยกว่านี้ หากมีตำรวจจราจรมาช่วยจัดการจะช่วยลดปัญหาได้ แต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหลังเหตุการณ์เป็นเรื่องยาก 

ปัญหาขณะนี้คือ ถึงมีสัญญาณเตือนแล้วแต่รถยังคงจอดค้างอยู่กลางถนน  ทั้งที่ทุกคนควรเคารพกฎจราจรและกฎระเบียบทางรถไฟเหมือนกับการเคารพธงชาติ  เพราะทางรถไฟมีมาก่อนถนน  อีกทั้งรถไฟเป็นที่พึ่งของประชาชนที่มีค่าโดยสารไม่แพงและสะดวกสบาย

“เรื่องการจราจร  ตำรวจควรจะไปประจำการในจุดที่รถติด แทนที่จะปล่อยให้เหตุเกิดขึ้นแล้วค่อยมาแก้ไข เพราะการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาจัดการถือเป็นเรื่องดี แต่ควรเข้ามาจัดการอย่างต่อเนื่องด้วย”

สำหรับเจ้าหน้าที่รถไฟ มีหน้าที่ถือธงและดูแลไม้กั้น  ไม่สามารถลงไปไล่รถได้ ต้องเป็นหน้าที่ของตำรวจจราจรที่ต้องมาจัดการ ตนจึงอยากฝากถึงผู้หลักผู้ใหญ่ หรือทางกรุงเทพมหานคร ให้ส่งตำรวจจราจรมาประจำการในจุดนี้อย่างจริงจัง  เนื่องจากรถไฟใช้เวลาวิ่งผ่านเพียง 3-5 นาที เท่านั้น อยากให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่อาจเรียนคืนได้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องยอมรับ แต่คงไม่อาจรับได้ หากจะให้ความสูญเสียครั้งนี้เป็นเพียงอุบัติเหตุทางถนนอีกครั้ง ที่ไม่สร้างบทเรียนหรือความปลอดภัยที่มากขึ้นทั้งกับระบบ และวินัยของผู้คน.

ทีมข่าวอาชญากรรม  รายงาน