เวียดนามกำลังเผชิญกับการจัดระเบียบโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจ ครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่การปฏิรูปโด่ยเหม่ย เมื่อปี 2529 การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ขับเคลื่อนโดย พล.ต.อ. โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม

การก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดโดยถือครองสองตำแหน่งสำคัญพร้อมกันนี้ สะท้อนถึงการสิ้นสุดอย่างเป็นทางการของระบบการนำร่วม ที่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามยึดถือมาอย่างยาวนาน และแปรเปลี่ยนเข้าสู่ยุคผู้นำเดี่ยว ทรงอำนาจสูงสุดนับตั้งแต่ยุคของประธานโฮจิมินห์

การรวมศูนย์อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จช่วยให้ พล.ต.อ.โต เลิม มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญและบารมีทางการเมืองในการผลักดันวาระการปฏิรูปที่รวดเร็วและเด็ดขาด โดยมีเป้าหมายหลักคือการนำพาเวียดนามหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง มุ่งสู่การเป็นประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูง ภายในปี 2573 และเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูงภายในปี 2588 การจัดระเบียบใหม่นี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งทั้งต่อเสถียรภาพภายในประเทศ การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจระดับมหภาค และทิศทางการทูตท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก

การสถาปนาอำนาจอันเป็นเอกภาพภายใต้ พล.ต.อ.โต เลิม ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากเครือข่ายของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ ซึ่งพล.ต.อ.โต เลิม เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ ระหว่างปี 2559-2567 การวางตัวพันธมิตรใกล้ชิดจากเครือข่ายการเมืองในจังหวัดฮึงเอียน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพล.ต.อ. โต เลิม และจากบรรดาอดีตข้าราชการความมั่นคงในตำแหน่งสำคัญระดับสูง ช่วยสร้างหลักประกันความสามัคคีและลดแรงต้านเชิงนโยบายจากกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม

เมื่อไม่มีอุปสรรคทางการเมือง พล.ต.อ.โต เลิม จึงริเริ่มสิ่งที่เรียกว่า “การปฏิวัติการปรับลดขนาด” เพื่อขจัดโครงสร้างส่วนเกินและปัญหาท้องถิ่นนิยม ที่หยั่งรากลึกในระบบราชการเวียดนามมานาน

ภายใต้กระบวนการปฏิรูปดังกล่าว รัฐบาลเวียดนามเลิกจ้างข้าราชการมากกว่า 100,000 ตำแหน่ง ซึ่งคิดเป็น 15% ของข้าราชการทั่วประเทศ ควบคู่ไปกับการจัดทำแผนที่การปกครองใหม่ด้วยการควบรวมและลดจำนวนจังหวัดจากเดิม 63 จังหวัดลงเหลือเพียง 34 จังหวัด รวมถึงการยุบควบรวมกระทรวงและหน่วยงานระดับชาติ เพื่อเพิ่มเอกภาพในการตัดสินใจและการบังคับใช้นโยบายจากส่วนกลาง

แม้นักวิเคราะห์มีความกังวลว่า การลดทอนกลไกการถ่วงดุลอำนาจภายในพรรค อาจส่งผลให้เกิด “ภาวะห้องเสียงสะท้อน” ที่หมายถึงการได้รับข้อมูลซ้ำเดิม ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดพลาดเชิงนโยบาย แต่ในระยะสั้น การปฏิรูปเชิงโครงสร้างนี้ช่วยให้กลไกการตัดสินใจและการอนุมัติโครงการขนาดใหญ่มีความรวดเร็ว และเป็นเอกภาพอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

ในมิติทางเศรษฐกิจ รัฐบาลเวียดนามภายใต้พล.ต.อ. โต เลิม ปฏิเสธแบบจำลองการเติบโตแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาเพียงแรงงานราคาถูกและสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อดึงดูดทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมประกอบชิ้นส่วนมูลค่าต่ำ พล.ต.อ. โต เลิม ตั้งเป้าหมายอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( จีดีพี ) ที่ 10% หรือมากกว่านั้นต่อปี ตั้งแต่ปี 2569 ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยานอย่างยิ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราการเติบโต 8% เมื่อปี 2568

ยุทธศาสตร์ใหม่นี้มุ่งเน้นการสร้าง “กลุ่มทุนแชมเปี้ยนแห่งชาติ” จำนวน 20 แห่งภายในปี 2573 โดยรัฐบาลจะให้การสนับสนุนบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ของเวียดนามอย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและสร้างความสามารถในการแข่งขันระดับโลก นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดให้ภาคเอกชนในประเทศเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจทดแทนรัฐวิสาหกิจที่ไร้ประสิทธิภาพ

เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการยกระดับเทคโนโลยี เวียดนามให้ความสำคัญกับการปฏิรูปอุตสาหกรรมวัสดุแห่งชาติ โดยกำหนดแผนยุทธศาสตร์ถึงปี 2573 และวิสัยทัศน์ปี 2588 เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าวัสดุพื้นฐานและยกระดับสู่ห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูง

พล.ต.อ. โต เลิม กำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก 5 กลุ่ม ได้แก่ แร่หายาก วัสดุเซมิคอนดักเตอร์ วัสดุแบตเตอรี่และพลังงานทดแทน วัสดุขั้นสูง และวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้านนโยบายการลงทุนจากต่างประเทศ ( เอฟดีไอ ) ของเวียดนามได้รับการปรับเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณทุน เป็นการเลือกรับเฉพาะโครงการลงทุนที่ตอบสนองต่อการวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงกับผู้ผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศอย่างเป็นระบบ และรัฐบาลยังเร่งรัดการเตรียมพร้อมบุคลากรด้านปัญญาประดิษฐ์ ( เอไอ ) วิทยาศาสตร์ข้อมูล และเทคโนโลยีควอนตัม เพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิตของอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

ความท้าทายประการสำคัญของเศรษฐกิจเวียดนามในช่วงก่อนหน้าคือ “สภาวะเกียร์ว่าง” ของข้าราชการประจำและผู้นำระดับจังหวัด ที่ปฏิเสธการลงนามอนุมัติโครงการลงทุนเนื่องจากความกลัวว่าจะตกเป็นเป้าหมายของแคมเปญต่อต้านการทุจริต ซึ่งมีความเข้มงวดมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพื่อแก้ไขภาวะชะงักงันทางการบริหาร ซึ่งพล.ต.อ. โต เลิม ผู้เคยเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันในการปราบปรามคดีทุจริต ในฐานะอดีตรมว.กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ ตัดสินใจปรับเปลี่ยนพลวัตของแคมเปญนี้อย่างมีนัยสำคัญ

พล.ต.อ. โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม

ด้วยการประกาศใช้ “มติที่ 04” เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 รัฐบาลเวียดนามสถาปนากลไกการคุ้มครองทางกฎหมายสำหรับข้าราชการที่ตัดสินใจดำเนินนโยบายเศรษฐกิจโดยสุจริต มติดังกล่าวมุ่งเน้นการปฏิรูปกฎหมายอาญาเพื่อปรับลดโทษความผิดพลาด ที่เกิดจากการตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และหันไปใช้มาตรการทางปกครองและการปรับเงินแทน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ระบบราชการในการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน

ผลลัพธ์จากการปรับท่าทีนี้ส่งผลให้โครงการอสังหาริมทรัพย์และเมกะโปรเจกต์ด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เคยชะงักงัน ได้รับการอนุมัติและเร่งรัดการก่อสร้างอย่างรวดเร็ว กระนั้น แคมเปญปราบปรามคอร์รัปชันยังคงดำเนินต่อไปในฐานะเครื่องมือทางการเมืองเพื่อควบคุมเสถียรภาพ และสร้างหลักประกันความสวามิภักดิ์ต่อศูนย์กลางอำนาจ โดยกลไกตรวจสอบยังคงบังคับใช้อย่างเป็นระบบ กับกลุ่มทุนและนักการเมืองซึ่งมีพฤติกรรมภัยคุกคามต่อระเบียบใหม่

ในมิติต่างประเทศ นโยบายต่างประเทศแบบดั้งเดิมของเวียดนาม ที่เรียกว่า “การทูตต้นไผ่” ซึ่งมุ่งเน้นการโอนอ่อนตามสถานการณ์ภายนอก เพื่อรักษาความเป็นกลางและเอกราชเชิงยุทธศาสตร์ กำลังถูกปรับเปลี่ยนไปสู่แนวคิด “การทูตต้นไผ่ไร้รั้ว” ภายใต้การนำของ พล.ต.อ. โต เลิม ยุทธศาสตร์ต่างประเทศใหม่นี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วคือเสาหลักที่แท้จริงของความมั่นคงแห่งชาติ ส่งผลให้เวียดนามยอมผ่อนปรนข้อจำกัดเชิงยุทธศาสตร์และระบบป้องกันความมั่นคงที่เคยมีกับจีน เพื่อผลักดันความต้องการทางการเงินและการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี

ความเปลี่ยนแปลงแปลงทางการทูตของเวียดนามในยุคปัจจุบัน สะท้อนผ่านการที่ พล.ต.อ. โต เลิม เลือกเดินทางไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นประเทศแรก หลังเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการได้ไม่นาน เมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลเวียดนามอนุมัติแผนเงินกู้มูลค่ามากกว่า 8,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 271,409 ล้านบาท ) จากจีน เมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา เพื่อเร่งรัดการก่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมชายแดนจีนสู่ท่าเรือไฮฟอง

ยิ่งไปกว่านั้น เวียดนามยังยกเลิกข้อจำกัดในการใช้อุปกรณ์โครงข่าย5จี จากบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติจีน เช่น หัวเว่ย และแซดทีอี ซึ่งนับเป็นการยุติแนวทางระมัดระวังความมั่นคงไซเบอร์ ที่เคยยึดถือมานานกว่าทศวรรษ

ขณะเดียวกัน เวียดนามยังคงพยายามรักษาสมดุลกับมหาอำนาจตะวันตกและประเทศเพื่อนบ้าน พล.ต.อ. โต เลิม เยือนลาว และกัมพูชาเป็นประเทศแรก ๆ หลังรับตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ในวาระที่สอง และเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการสันติภาพ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย นำพล.ต.อ. โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีเวียดนาม ตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ในพิธีต้อนรับ ณ ทำเนียบรัฐบาล ในกรุงเทพมหานคร 28 พ.ค. 2569

นอกจากนั้น พล.ต.อ. โต เลิม เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 28 พ.ค. เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสที่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ ครอบรอบ 50 ปีในปีนี้

ด้านสหรัฐยังคงมองเวียดนามเป็นพันธมิตรที่สำคัญในการคานอำนาจจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และพยายามขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล การฝึกร่วม และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุหายาก อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าการถอด “รั้วยุทธศาสตร์” และยอมพึ่งพาเงินทุนรวมถึงระบบดิจิทัลจากจีนอย่างลึกซึ้ง อาจทำให้เวียดนามสูญเสียเสรีภาพเชิงนโยบาย และส่งผลให้หลักการกลาโหม “สี่ไม่” ( Four No’s ) อ่อนแอลงในระยะยาว

อนึ่ง “สี่ไม่” คือหลักการสำคัญใน “สมุดปกขาวด้านการป้องกันประเทศ” ของรัฐบาลเวียดนาม ซึ่งเป็นแนวทางยุทธศาสตร์ต่างประเทศและความมั่นคงเพื่อรักษาอธิปไตย สร้างความสมดุลทางการเมือง และหลีกเลี่ยงการถูกลากเข้าสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐกับจีน

หลักการดังกล่าวประกอบด้วย ไม่เข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรทางทหาร ไม่ให้ประเทศอื่นตั้งฐานทัพในเวียดนาม ไม่จับมือกับประเทศหนึ่งเพื่อต่อต้านอีกประเทศหนึ่ง และ ไม่ใช้กำลังหรือขู่จะใช้กำลังในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ดี ในสมุดปกขาวฉบับล่าสุด เวียดนามเพิ่มหลักการ “1 พึ่ง” ( One Depend ) เข้ามาด้วย นั่นคือ “ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และระดับความร่วมมือ เวียดนามจะพัฒนาความสัมพันธ์ทางทหารและความมั่นคงกับประเทศต่าง ๆ บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน”

ระเบียบการเมืองและเศรษฐกิจใหม่ในยุค พล.ต.อ. โต เลิม ถือเป็นการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของเวียดนามอย่างแท้จริง การตัดสินใจละทิ้งกลไกการนำร่วมสู่ระบอบผู้นำเดี่ยวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความเร็ว และเอกภาพในการดำเนินนโยบายปฏิรูประบบราชการและการลงทุนในเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม ความทะเยอทะยานที่จะบรรลุอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 10% ต่อปี กดดันให้เวียดนามต้องเข้าสู่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานกับจีนอย่างแนบแน่น จนอาจเผชิญกับสภาวะการสูญเสียเสรีภาพเชิงยุทธศาสตร์

ความท้าทายที่แท้จริงของเวียดนามในอนาคตคือ การบริหารจัดการผลข้างเคียงจากการรวมศูนย์อำนาจและการคุ้มครองทางการเมืองเพื่อไม่ให้บานปลายไปสู่การผูกขาดและการทุจริตเชิงระบบรอบใหม่ พร้อมทั้งประคับประคองนโยบายต่างประเทศ ไม่ให้เอียงเข้าสู่วงโคจรของมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จนเสียสมดุลที่เป็นรากฐานด้านความมั่นคงของชาติ.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES, REUTERS