ความพยายามปราบปรามคอร์รัปชันของอินโดนีเซียมีจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 และการก้าวเข้าสู่ยุคปฏิรูป ที่โค่นล้มระบอบเก่าของอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต


ด้วยเงื่อนไขการกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( ไอเอ็มเอฟ ) อินโดนีเซียจำเป็นต้องจัดตั้งหน่วยงานปราบปรามทุจริตที่เป็นอิสระ นำไปสู่การสถาปนาคณะกรรมการปราบปรามการทุจริต หรือ เคพีเค เมื่อปี 2546 ในสมัยประธานาธิบดีเมกาวาตี ซูการ์โนปุตรี ซึ่งในทศวรรษแรก เคพีเคสามารถรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน ผ่านการดำเนินคดีเชิงรุกต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงและสร้างสถิติตัดสินลงโทษได้สูงถึง 100% ในกระบวนการทางศาล


ความตึงเครียดเชิงโครงสร้าง และการกระทบกระทั่งกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่น ๆ นำไปสู่การแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับเคพีเค เมื่อปี 2562 ซึ่งผ่านสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการอย่างเร่งรีบ ภายในเวลาเพียง 6 วัน กฎหมายใหม่นี้ปรับเปลี่ยนสถานะของเคพีเค โดยรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายบริหาร และเปลี่ยนบุคลากรทั้งหมดให้เป็นข้าราชการพลเรือน พร้อมทั้งจัดตั้ง “คณะกรรมการกำกับดูแล” ที่มาจากการแต่งตั้งโดยตรงจากประธานาธิบดี เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้อนุมัติกระบวนการดักฟัง และการเข้าตรวจค้นทรัพย์สิน


ข้อจำกัดดังกล่าวส่งผลให้ปฏิบัติการเชิงรุกและการจู่โจมจับกุมของหน่วยงาน ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังเผชิญปัญหาขีดความสามารถในการขออนุมัติหมายค้นอย่างทันท่วงที เช่น คดีรับสินบนที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานใหญ่ของพรรคประชาธิปไตยแห่งอินโดนีเซีย-การต่อสู้ ( พีดีไอพี ) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่


การปรับลดความเป็นอิสระส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ต่อคะแนนดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ( ซีพีไอ ) ปี 2568 ของอินโดนีเซีย ซึ่งดิ่งลงเหลือเพียง 34 คะแนน จาก 37 คะแนนในปีก่อนหน้า ส่งผลให้อันดับโลกของประเทศร่วงลงไปอยู่ที่ 109 จาก 182 ประเทศ

ยิ่งไปกว่านั้น เคพีเคยังเผชิญกับวิกฤติศรัทธาขั้นรุนแรง จากการแจ้งข้อหาอาญาต่ออดีตประธานเคพีเค ฐานกรรโชกทรัพย์อดีตรัฐมนตรี และการจับกุมเจ้าหน้าที่เคพีเค 15 คน ฐานเรียกเงินใต้โต๊ะจากผู้ต้องขัง ประกอบกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเลือกดำเนินคดีกับกลุ่มการเมืองฝ่ายค้าน แต่กลับมีความล่าช้า “อย่างน่าผิดสังเกต” หรือละเว้นการตรวจสอบกลุ่มการเมืองร่วมรัฐบาล


รัฐบาลอินโดนีเซียพยายามแก้ปัญหาช่องโหว่การทุจริตผ่าน “ยุทธศาสตร์ชาติการป้องกันการทุจริต” เมื่อปี 2561 โดยมุ่งเน้นระบบดิจิทัลใน 3 มิติที่สำคัญ ได้แก่ ความสะดวกในการขอใบอนุญาต การบูรณาการงบประมาณ และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ การประหยัดงบประมาณรัฐมากกว่า 1.79 ล้านล้านรูเปียห์ ( ราว 3,272 ล้านบาท ) ผ่านการเชื่อมฐานข้อมูลสวัสดิการสังคมกับเลขประจำตัวประชาชน การผลักดันนโยบายแผนที่หนึ่งเดียว เพื่อขจัดสิทธิจัดประโยชน์ที่ดินซ้ำซ้อน และการใช้ระบบแคตตาล็อกอิเล็กทรอนิกส์ ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดความเสี่ยงจากการสมยอมราคา


อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยียังประสบปัญหาจากการขาดระบบตรวจสอบสิทธิ์ดิจิทัลที่รัดกุม จนเกิดการทุจริตเชิงจัดจ้างสมมติ รวมถึงการเข้ามาแทรกแซงโครงการของนักการเมืองและกลุ่มทุน ในขั้นตอนการวางแผนงบประมาณก่อนเข้าสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์


ประสบการณ์ของอินโดนีเซียในเรื่องเหล่านี้ สะท้อนว่าระบบดิจิทัลไม่สามารถทดแทนการตรวจสอบที่เข้มแข็งจากองค์กรอิสระได้ รัฐบาลอินโดนีเซียจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับเคพีเคอีกครั้ง เพื่อคืนความเป็นอิสระและเอกสิทธิในการสืบสวนสอบสวนคดีทุจริตอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการยกระดับการใช้เทคโนโลยีประมวลข้อมูลขั้นสูง เพื่ออุดรอยรั่วของการจัดจ้างภาครัฐอย่างไร้รอยต่อ.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES