ในโลกการเงินที่หมุนไวระดับวินาที คำว่า “ธนาคาร” ไม่ได้หมายถึงตึกแถวหรือตู้เอทีเอ็มหน้าปากซอยอีกต่อไป แต่กำลังจะย้ายไปอยู่ในก้อนเมฆที่เรียกว่า เวอร์ชวลแบงก์ หรือธนาคารไร้สาขา อย่างเต็มตัว!
โดยเฉพาะการเปิดตัวของกลุ่ม CLICK (คลิกซ์) ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขารายแรกของประเทศไทย ที่เกิดจากความร่วมมือของบิ๊กคอร์ปขนาดใหญ่ ทั้ง KTB ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงิน AIS ที่มีศักยภาพด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี และ OR ที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน
การรวมตัวในครั้งนี้ เป็นการร่วมกันเพื่อยกระดับ FinTech ไทยไปอีกขั้น ด้วยการจัดทำแพลตฟอร์มการเงินดิจิทัล ที่ออกแบบเพื่อไลฟ์สไตล์ของคนไทย ทำให้เรื่องเงินเข้าถึงง่าย ปลอดภัย และเท่าเทียมยิ่งขึ้น
ธนาคารคลิกซ์ พร้อมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการภายในวันที่ 19 มิ.ย.นี้
การรวมตัวของ3 บิ๊กคอร์ป นี้ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั้งวงการ ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า “เจ้าพ่อ” แต่ละวงการกำลังกระโดดเข้ามาร่วมวงแบ่งเค้กก้อนใหญ่ที่ชื่อว่า “ดาต้า”
การขยับตัวของกลุ่มคลิกซ์ ไม่ใช่แค่การสร้างแอปฯ ใหม่ แต่คือการ“มัดรวมจักรวาลดาต้า” ตั้งแต่พฤติกรรมการช้อปปิ้ง การใช้มือถือ ไปจนถึงไลฟ์สไตล์ส่วนบุคคล เพื่อเปลี่ยนให้กลายเป็น“วงเงินกู้” ที่แม่นยำกว่าเดิม นี่คือข้อดีที่ธนาคารไร้สาขาจะมอบให้
หรืออาจพูดง่าย ๆ ว่า เป็นการสร้างช่องทางเพื่อให้การเข้าถึงเงินทุนของคนตัวเล็ก ได้ง่ายขึ้น สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ข้อจำกัดลดน้อยลง จากที่บรรดาแบงก์ดั้งเดิมมักมองข้าม ซึ่งถ้าทำสำเร็จ นี่จะเป็นการทำลายกำแพงความเหลื่อมล้ำทางการเงินครั้งใหญ่ของไทย
อย่างไรก็ตามในขณะที่ฝั่งหนึ่งกำลังรุก อีกฝั่งกลับต้องถอยมาตั้งหลัก กรณีกลุ่ม ซีพี ที่ต้องเจอกับกำแพงเหล็ก เมื่อผู้ถือหุ้นต่างพร้อมใจกัน “เบรก” การโอนย้าย 3 บริษัทย่อยเข้ากลุ่มธุรกิจการเงิน
เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งสัญญาณ ที่ส่งให้เห็นชัดเจนว่า “ยุคเผด็จการทางธุรกิจจบลงแล้ว” โดยผู้ถือหุ้นมองเห็นความเสี่ยงว่า การเอาธุรกิจที่มีกำไรดี ไปเสี่ยงกับโปรเจกต์เวอร์ชวลแบงก์ ที่ต้องใช้เงินเผา ในช่วงแรก อาจไม่คุ้มเสีย
ด้วยเหตุนี้ แผนการจัดตั้ง Ascend Bank หรือธนาคารแอสเซนด์ โดยบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งร่วมทุนระหว่าง บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด ภายใต้เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี และ Ant Group จากจีนในเครือ อาลีบาบา จึงมีอุปสรรคมาขวางกั้น
ความเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้นในครั้งนี้ ก็ได้สะท้อนให้เห็นบทเรียนที่ว่าในโลกทุนนิยมสมัยใหม่ ความโปร่งใสและการรักษาผลประโยชน์ของนักลงทุนรายย่อย คือตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้โปรเจกต์แสนล้านนั้นจะเดินหน้าไปต่อ หรือพอไว้แค่นี้
ซึ่งก็น่าจับตามอง ว่าตามแผน ที่คาดการณ์ไว้ว่าธนาคารแอสเซนด์ จะเปิดให้บริการได้ภายในเดือนก.ค.นี้ จะเดินหน้าได้ตามแผนหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายไม่น้อย
เช่นเดียวกับ แบงก์เอกซ์ อีกหนึ่งเวอร์ชวลแบงก์ ที่เกิดจากการร่วมทุนของ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) , วี แบงก์ จากจีน และ KakaoBank Corp จากเกาหลีใต้ ที่ ได้ขยับเป้าหมายการเปิดให้ดำเนินการออกไปบ้าง แต่ก็เชื่อมั่นว่าจะคิกออฟได้ภายในปีนี้แน่นอน
อย่างไรก็ตามในบรรดาเวอร์ชวลแบงก์ ทั้ง 3 รายธนาคารคลิกซ์ ถูกมองว่าได้เปรียบมากที่สุด เพราะเป็นรายแรกที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ หลังได้รับไฟเขียวจากแบงก์ชาติและกระทรวงการคลัง
หากมองไปข้างหน้าธนาคารไร้สาขา ก็เปรียบเสมือนดาบสองคมไม่น้อย เพราะในมุมบวกก็จะได้เห็นสงครามดอกเบี้ยและการบริการที่ “รู้ใจ” ยิ่งกว่าคนสนิท ต้นทุนที่ต่ำลงเพราะไม่ต้องมีสาขา จะถูกเปลี่ยนเป็นสิทธิประโยชน์กลับคืนสู่ผู้บริโภค
แต่ในอีกฝากฝั่ง ความเสี่ยงด้านไซเบอร์ ก็จะกลายเป็นฝันร้ายที่ตามหลอน หากระบบล่มหรือข้อมูลรั่ว ความเชื่อมั่นจะพังทลายในชั่วข้ามคืน ที่สำคัญสงครามข้อมูล อาจทำให้เกิดการผูกขาดในรูปแบบใหม่ที่น่ากลัวกว่าเดิม
อย่างไรก็ตามสมรภูมินี้ ไม่ใช่แค่ใครมีเงินหนากว่ากัน แต่วัดกันที่ใครถือข้อมูลที่สดใหม่ที่สุดและใครได้ใจนักลงทุนและลูกค้ามากที่สุด
บทสรุปของกลุ่มคลิกซ์ ความพ่ายแพ้ในห้องประชุมของค่ายซีพี รวมไปถึงความไม่เสถียรของระบบ อย่างแบงก์เอ็กซ์ ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของมหากาพย์การเงินบทใหม่ ที่บอกเราว่า… ในโลกของเวอร์ชวลแบงก์ นั้น แม้ความเร็วเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ความไว้ใจก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเช่นกัน!
……………………………………….
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”



