ความต้องการบริโภคผลไม้นำเข้าในจีน ยังคงรักษาอัตราการเติบโตอย่างมั่นคง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างตรุษจีนปีนี้ ที่ทุเรียนหมอนทองของไทยยังคงได้รับความนิยมอย่างสูง ผ่านช่องทางการค้าแบบใหม่อย่างอีคอมเมิร์ซและการขายผ่านการถ่ายทอดสด

สถิติจากทางการจีนระบุว่า มูลค่าการนำเข้าผลไม้ทั้งหมดของจีนในปี พ.ศ. 2568 สูงถึง 18,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 615,667 ล้านบาท ) โดยเฉพาะทุเรียนผลสดมีปริมาณการนำเข้าสูงถึง 1.868 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 7,490 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 243,986.58 ล้านบาท )

แม้ในอดีต ไทยจะเป็นผู้ครองตลาดหลักเพียงผู้เดียว แต่ปัจจุบันโครงสร้างตลาดเปลี่ยนผ่านไปสู่การแข่งขันที่เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการไล่บี้จากประเทศเวียดนามที่มีข้อได้เปรียบด้านราคาและระยะเวลาขนส่งที่สั้นกว่า นอกจากแรงกดดันจากเวียดนาม ซึ่งกำลังขยายส่วนแบ่งตลาดอย่างรวดเร็ว มาเลเซียและลาวยังเป็นผู้เล่นรายใหม่ที่น่าจับตา ลาวได้รับการอนุมัติจากสำนักงานศุลกากรแห่งชาติจีน ( จีเอซีซี ) ให้เป็นประเทศที่ 6 ที่สามารถส่งออกทุเรียนผลสดได้ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มส่งออกอย่างเป็นทางการในปีนี้

ขณะที่การเข้ามาของกลุ่มทุนจีน อาทิ บริษัท ซึ่งเข้าเช่าสัมปทานที่ดินในลาวเป็นเวลา 50 ปี เพื่อสร้างสวนทุเรียนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ยิ่งเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดความหลากหลายของอุปทานและเพิ่มแรงกดดันด้านราคาต่อทุเรียนไทย

ในปี 2569 ระบบโลจิสติกส์ได้ก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เพื่อรองรับปริมาณผลผลิตทุเรียนไทยที่มีแนวโน้มทะลักออกสู่ตลาดสูงถึง 1.8 – 2.0 ล้านตัน ด่านชายแดนทางบกยังคงเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์หลัก โดยเฉพาะเส้นทาง “อาร์ 12” ผ่านด่านโหย่วอี้กวน ซึ่งได้รับการแก้ไขปัญหาความแออัดด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์มาใช้ผ่านศูนย์โลจิสติกส์อัจฉริยะ ทำให้สามารถลดระยะเวลาผ่านแดนเหลือเพียง 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ทั้งด่านโหย่วอี้กวนยังยกระดับสู่ด่านอัจฉริยะ ที่ใช้ระบบขนส่งไร้คนขับและเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการรองรับรถขนส่งได้มากถึง 3,000 คันต่อวัน

ความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐานยังปรากฏชัดในมณฑลยูนนาน ซึ่งก้าวขึ้นเป็นมณฑลผู้นำเข้าทุเรียนอันดับหนึ่งของจีนในช่วงต้นปีนี้ ด้วยมูลค่ามากกว่า 2,050 ล้านหยวน ( ราว 9,890.20 ล้านบาท ) อันเป็นผลจากการมีด่านนำเข้าเฉพาะทางมากถึง 11 ด่าน ครอบคลุมทั้งทางบก ทางราง และทางน้ำ นอกจากนี้ การขนส่งทางรางผ่านรถไฟสายจีน-ลาว ถือเป็นกุญแจสำคัญในการเจาะตลาดจีนตอนใน เช่น นครคุนหมิง โดยช่วยลดระยะเวลาขนส่งเหลือเพียง 3 – 4 วัน และควบคุมความเสียหายของสินค้าให้อยู่ระดับต่ำเพียง 2-5%

ขณะเดียวกัน การเปิดตัวเส้นทางเดินเรือสายตรงเชื่อม “แหลมฉบัง-เหยียนเถียน” ( เซินเจิ้น ) ด้วยเวลาเพียง 5 วัน ยังช่วยระบายผลผลิตเข้าสู่เขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า ( จีบีเอ ) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงได้อย่างรวดเร็ว

แม้ความต้องการซื้อในจีนจะเติบโตอย่างมั่นคง แต่ห่วงโซ่อุปทานทุเรียนไทยในปี 2569 ต้องเผชิญกับปัจจัยลบรอบด้าน ทั้งสภาพอากาศที่แปรปรวนจากเอลนีโญและภัยแล้งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดูแลรักษา ตลอดจนภัยพิบัติทางธรรมชาติในพื้นที่เพาะปลูก เช่น พายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำในจังหวัดศรีสะเกษ จนผลผลิตเสียหายร่วงหล่นกว่า 390 ตัน

ยิ่งไปกว่านั้น ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ยังเป็นปัจจัยผลักดันให้ราคานำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรียพุ่งสูงขึ้นถึง 605 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ( ราว 19,707.86 บาท ) หรือเพิ่มขึ้นราว 40% ซึ่งกลายเป็นภาระหนักต่อต้นทุนการผลิตของชาวสวนไทย

ในมิติด้านกฎระเบียบนำเข้า รัฐบาลจีนกำหนดให้สินค้าทุเรียนสดนำเข้าต้องแนบผลวิเคราะห์การปลอดสารเคมีห้ามใช้ โดยเฉพาะสาร Basic Yellow 2 (BY2) ทุกล็อตตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2568 ส่งผลให้ขั้นตอนตรวจสอบหน้าด่านกินเวลานานขึ้นเป็น 3 – 7 วันทำการ ความเข้มงวดนี้สะท้อนว่าคุณภาพและความปลอดภัยด้านสุขอนามัยพืช กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดความเร็วในการตรวจปล่อยสินค้า และเป็นความเสี่ยงของสินค้าไทยหากเกิดปัญหาการปนเปื้อนสารเคมี หรือโลหะหนักอย่างแคดเมียม

เพื่อรักษาเสถียรภาพและส่วนแบ่งตลาดในจีนปี 2569 ไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมุมมองจากการเน้นการขยายตัวเชิงปริมาณมาเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและมาตรฐานที่โปร่งใส กรมส่งเสริมการเกษตรได้ริเริ่มแนวทาง “ตรวจก่อนตัด” เพื่อรับประกันคุณภาพเนื้อแห้งไม่น้อยกว่า 32% สำหรับทุเรียนพันธุ์หมอนทอง เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดต่อตลาดผู้บริโภค

โอกาสของทุเรียนไทยยังเปิดกว้างในตลาดเมืองรองใหม่ ๆ ผ่านการบูรณาการแผนงานเชิงรุกของทูตพาณิชย์ และการประยุกต์ใช้กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อกระตุ้นตลาดทุเรียนแปรรูปและผลสดระดับพรีเมียม การปรับตัวอย่างเป็นระบบตั้งแต่กระบวนการควบคุมทางสุขอนามัยในระดับโรงคัดบรรจุ ไปจนถึงการเลือกใช้เส้นทางโลจิสติกส์ทางเลือกที่รวดเร็วและประหยัดต้นทุน จะช่วยรักษาภาพลักษณ์สินค้าและสร้างข้อได้เปรียบทางการค้าอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ท้ายที่สุด ความท้าทายของทุเรียนไทยในตลาดจีนอาจไม่ได้อยู่ที่ปริมาณผลผลิต หรือเส้นทางขนส่งอีกต่อไป แต่อยู่ที่ความสามารถในการรักษามาตรฐานคุณภาพ ความปลอดภัยทางอาหาร และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศผู้ส่งออกรายใหม่.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES