ความมั่นคงระดับโลกกำลังก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ ของการดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยรัฐบาลสหรัฐของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ภายใต้แนวคิด “สัจนิยมเชิงปฏิบัติการ” ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนที่ละทิ้งอุดมคติและค่านิยมร่วมแบบดั้งเดิม แล้วหันมามุ่งเน้นผลประโยชน์แห่งชาติเชิงประจักษ์ และการจัดวางดุลอำนาจที่เอื้อประโยชน์ต่อสหรัฐเป็นสำคัญ

ถ้อยแถลงของนายพีต เฮกเซธ รมว.กระทรวงกลาโหมสหรัฐ บนเวทีการประชุมความมั่นคงเอเชียแปซิฟิก “แชงกรี-ลา ไดอะล็อก” ประจำปีนี้ ที่สิงคโปร์ สะท้อนให้เห็นทิศทางนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์ได้อย่างชัดเจนที่สุดอีกครั้งหนึ่ง โดยการนำกลยุทธ์โบราณอย่าง “การพูดจาอย่างนุ่มนวลแต่ถือไม้กระบองใหญ่ไว้ในมือ” ( Speak softly and carry a big stick ) กลับมาใช้อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อกดดันทั้งมิตรประเทศและรัฐคู่ปรับไปพร้อมกัน

ยุทธศาสตร์ไม้กระบองใหญ่ในบริบทปี 2569 ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือข่มขู่ทางทหารต่อรัฐที่เป็นปฏิปักษ์ เช่น อิหร่าน เท่านั้น แต่ยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเชิงพาณิชย์และความมั่นคงเพื่อจัดระเบียบพันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยการบีบให้ประเทศพันธมิตรต้องแบกรับต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อลดภาระทางเศรษฐกิจให้กับชาวอเมริกันผู้เสียภาษี และสร้างดุลอำนาจเพื่อสกัดกั้นการแผ่ขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาค นโยบายดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐบาลทรัมป์มองพันธมิตรผ่านเลนส์ของผลประโยชน์ที่จับต้องได้และการจัดแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ใช่ค่านิยมทางอุดมการณ์ความเชื่อร่วมกันอีกต่อไป

อนึ่ง ยุทธศาสตร์ไม้กระบองใหญ่ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Big Stick Policy” หรือ “Big Stick Diplomacy” หรือ “Big Stick Ideology” คือ แนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ ที่เน้นการเจรจาอย่างสันติ แต่แฝงด้วยการข่มขู่ หรือการพร้อมใช้กำลังทหารอย่างเด็ดขาดเพื่อรักษาผลประโยชน์ แนวคิดนี้เกิดขึ้นและในสมัยของประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเวลต์

แกนกลางของยุทธศาสตร์ความมั่นคงในยุครัฐบาลทรัมป์สมัยที่สอง คือการเปลี่ยนผ่านรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากเดิมที่เป็น “รัฐในอารักขาที่ต้องพึ่งพิงสหรัฐ” ไปสู่การเป็น “หุ้นส่วนความมั่นคงที่มีความรับผิดชอบร่วมกัน” เฮกเซธประกาศอย่างชัดเจนว่า “หมดยุคที่สหรัฐจะจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อป้องกันประเทศให้แก่ชาติที่ร่ำรวยแล้ว” และย้ำว่า อเมริกาต้องการพันธมิตรที่พร้อมจะเติบโตและรับผิดชอบตัวเอง ไม่ใช่การนั่งกินแรง

นายีต เฮกเซธ รมว.กลาโหมสหรัฐ บนเวทีการประชุมความมั่นคง “แชงกรี-ลา ไดอะล็อก” ที่สิงคโปร์

สหรัฐกำหนดมาตรการเชิงบังคับที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเอเชียและยุโรป ด้วยการเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมขึ้นเป็นอย่างน้อย 3.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( จีดีพี ) โดยกำหนดกลไก “การให้รางวัลและการลงโทษ” อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับชาติที่ตอบสนองต่อเป้าหมายดังกล่าว สหรัฐจะจัดให้อยู่ในลำดับต้นของการเข้าถึงผลประโยชน์ความมั่นคง เช่น การเร่งรัดกระบวนการขายอาวุธยุทโธปกรณ์เชิงรุก การร่วมมือเชิงลึกในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการขยายขอบเขตการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองขั้นสูง ส่วนชาติที่ปฏิเสธหรือไม่สามารถบรรลุข้อเรียกร้องจะเผชิญกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินนโยบาย และความร่วมมือทางทหารอย่างสิ้นเชิง

นอกจากนี้ สหรัฐยังวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มประเทศในยุโรป ที่ปล่อยให้ขีดความสามารถด้านกลาโหมของตนเองเสื่อมถอยลงในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยอาศัยร่มเงาความมั่นคงของสหรัฐเพียงฝ่ายเดียว

การวิเคราะห์ท่าทีของสหรัฐต่อจีน ยังแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจด้วย แม้สหรัฐจะยังคงแสดงความกังวลอย่างจริงจัง เกี่ยวกับการสะสมกำลังรบและการขยายกิจกรรมทางทหารของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก แต่โทนเสียงและท่าทีของเฮกเซธในปีนี้ กลับมีความประนีประนอมและลดความก้าวร้าวลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งน่าจะเป็นผลโดยตรงจากการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ณ กรุงปักกิ่ง เมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา

ทั้งสองฝ่ายต่างให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ และการเปิดช่องทางสื่อสารระหว่างกองทัพ เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการประเมินสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม สหรัฐยังคงย้ำจุดยืนอย่างเหนียวแน่นว่า จะไม่ยอมให้จีนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจผู้ผูกขาดอิทธิพลเหนือภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งจะทำลายสมดุลแห่งอำนาจที่เกื้อหนุนสันติภาพและเสรีภาพในการเดินเรือ

อีกหนึ่งจุดที่น่าสังเกตอย่างยิ่งคือ ถ้อยแถลงของเฮกเซธบนเวทีแชงกรี-ลา ไดอะล็อก ไม่ได้ระบุถึงประเด็นไต้หวันโดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับการที่ทรัมป์อาจมองประเด็นการอนุมัติแพ็กเกจอาวุธให้แก่ไต้หวันมูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 456,000 ล้านบาท ) เป็น “เครื่องมือต่อรอง” ในการเจรจาผลประโยชน์ทางการค้าและการเมืองกับรัฐบาลปักกิ่ง

นโยบายสัจนิยมเชิงปฏิบัตินี้ชี้ให้เห็นว่า ในสายตาของสหรัฐยุครัฐบาลทรัมป์สมัยที่สอง เสถียรภาพและความมั่นคงไม่ได้ตั้งอยู่บนอุดมการณ์ประชาธิปไตยร่วมกัน แต่ตั้งอยู่บนการเจรจาผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม และการมีกำลังรบที่เข้มแข็งคอยหนุนหลังอยู่เบื้องหลัง

ผู้นำและผู้แทนระดับสูงของทั้ง 11 ประเทศสมาชิกอาเซียน ร่วมถ่ายภาพหมู่ในพิธีเปิดการประชุมสุดยอด ครั้งที่ 48 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ 8 พ.ค. 2569

ในส่วนการขับเคลื่อนความร่วมมือระดับอนุภูมิภาค สหรัฐแสดงความชื่นชมบทบาทเชิงรุกของพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( อาเซียน ) ในการส่งคณะผู้สังเกตการณ์ไปยังชายแดนไทย-กัมพูชา ภายใต้ข้อตกลงกัวลาลัมเปอร์ ที่มีทรัมป์ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อเดือนต.ค. 2568 การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนถึงทิศทางที่สหรัฐพยายามส่งเสริมให้รัฐในพื้นที่ ร่วมกันจัดการปัญหาความมั่นคงในระดับท้องถิ่นด้วยตนเอง เพื่อลดความจำเป็นในการแทรกแซงโดยตรงจากกองทัพสหรัฐ

เพื่อลดความกังวลของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ว่าสหรัฐจะละเลยภูมิภาคเอเชียเนื่องจากการพะวงกับสงครามในตะวันออกกลาง เฮกเซธยืนยันว่า สหรัฐมีศักยภาพเพียงพอที่จะปฏิบัติภารกิจสองแนวรบพร้อมกันได้ โดยระบุว่า สหรัฐกำลังดำเนินมาตรการระดมกำลังผลิตทางทหารในภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างเร่งด่วน เพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตกระสุนและอาวุธขึ้นอีกหลายเท่าภายในระยะเวลาอันสั้น เพื่อสนับสนุนแผนการปฏิบัติการทางทหารทั่วโลกได้อย่างไร้รอยต่อ

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ความมั่นคงของสหรัฐภายใต้ยุทธศาสตร์ไม้กระบองใหญ่ สร้างแรงกดดันโดยตรงต่อกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนรวมถึงไทย การเรียกร้องให้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมขึ้นเป็น 3.5% ของจีดีพีนั้น ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับสภาวะความจริงทางเศรษฐกิจและงบประมาณของประเทศในภูมิภาคนี้

นอกจากนั้น การที่สหรัฐยังคงใช้มาตรการบังคับเลือกข้างเพื่อคานอำนาจจีน แม้ไม่ได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมา แต่อาจส่งผลต่อความร่วมมือทางทหารดั้งเดิมระหว่างไทยกับสหรัฐ หากไทยไม่สามารถตอบสนองต่อเงื่อนไขการเพิ่มงบประมาณและการจัดซื้ออาวุธตามที่สหรัฐคาดหวังได้

ขณะเดียวกัน ชาติอาเซียนส่วนใหญ่พึ่งพาจีนเป็นหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการค้า การดำเนินนโยบายความมั่นคงที่ก้าวร้าวตามแนวทางของสหรัฐ จึงอาจสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์แห่งชาติในมิติอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ยุทธศาสตร์ไม้กระบองใหญ่ของในปัจจุบัน สะท้อนถึงการสิ้นสุดของนโยบายต่างประเทศที่อิงกับคุณค่าทางอุดมการณ์ และเป็นการก้าวสู่ยุคของการต่างตอบแทนตามความเป็นจริงอย่างแท้จริง พันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกจะไม่ได้รับการค้ำประกันความมั่นคง “ฟรี” จากสหรัฐอีกต่อไป หากไม่ร่วมแบกรับต้นทุนและแสดงบทบาทเป็นตัวค้ำยันดุลอำนาจอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับไทยและอาเซียน การรับมือกับความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกในยุคนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่าน จากการดำเนินนโยบายความมั่นคงแบบดั้งเดิมไปสู่การสร้างความร่วมมือความมั่นคงเฉพาะด้าน อาทิ อาเซียนเจรจากับสหรัฐเพื่อเสนอส่วนร่วมความมั่นคงในลักษณะเปรียบเทียบเชิงความสามารถ เช่น การรักษาความมั่นคงทางไซเบอร์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองทางทะเล หรือการเป็นศูนย์ส่งกำลังบำรุงในภูมิภาค ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของสหรัฐเช่นกัน ในมิติของการร่วมแบ่งเบาภาระ

ขณะที่การปรับปรุงโครงสร้างกองทัพให้มีขนาดกะทัดรัดแต่มีประสิทธิภาพสูง มุ่งเน้นระบบป้องกันภัยทางอากาศ โดรน และการเพิ่มความพร้อมรบของกองทัพเรือ เพื่อรักษาอธิปไตยในพื้นที่เศรษฐกิจทางทะเลที่สำคัญ สอดคล้องกับแนวทางของอินเดียและสิงคโปร์ ซึ่งมุ่งเน้นความพร้อมปฏิบัติการระดับสูง

การใช้นโยบายการทูตเชิงรุกหลายทิศทาง เพื่อรักษาสมดุลทางความมั่นคงกับสหรัฐ ควบคู่ไปกับการรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานกับจีน โดยหลีกเลี่ยงการแสดงท่าทีเลือกข้างอย่างสุดโต่ง และใช้กรอบความร่วมมือพหุภาคีในระดับภูมิภาค เช่น การส่งเสริมข้อตกลงสันติภาพระดับทวิภาคีภายใต้ร่มเงาของอาเซียน เพื่อแสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพภายในภูมิภาค ซึ่งมหาอำนาจภายนอกไม่จำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซงทางทหารโดยตรง.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : REUTERS