ภาพเหตุการณ์ชายผู้สูงอายุรายหนึ่ง ขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าลักษณะสามล้อวิ่งไปอย่างช้า ๆ อยู่กลางถนนหลักห้าแยกลาดพร้าว กทม. ท่ามกลางการจราจรหนาแน่น ก่อนมีผู้บันทึกภาพพร้อมโพสต์แสดงความเป็นห่วง เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ
กระทั่งล่าสุดติดตามพบตัวชายสูงอายุรายดังกล่าว พร้อมเปรียบเทียบปรับจากการใช้รถต้องห้ามบนเส้นทางหลัก ขณะเดียวกันก็ทำความเข้าใจถึงข้อกฎหมาย
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ตัวอย่างครั้งแรก และไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในพื้นที่กทม. แต่ในพื้นที่ต่างจังหวัดก็พบเห็นการใช้รถลักษณะนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุขับขี่แพร่หลาย และหลายครั้งที่พบการขับขี่บนถนนหลัก สร้างความหวาดเสียวกับผู้ใช้เส้นทาง เนื่องจากไม่เพียงอายุของผู้ขับขี่แต่ความเร็วต่ำของรถเสี่ยงก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
จากความนิยมใช้ที่เพิ่มขึ้น “ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถามถึงการใช้งานและควรระวังไม่เสี่ยงผิดกฎหมาย กับพ.ต.ท.ภุชงค์ เม้าทุ่ง สว.งานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดีรังสิต/ทางพิเศษ กก.2 บก.จร. เผยว่า ปัจจุบันยังพบเห็นการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กบนถนนสาธารณะจำนวนน้อย เพราะรถประเภทดังกล่าวเพิ่งมีการซื้อขายตามตลาด และแพร่กระจายไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นการซื้อให้ผู้สูงอายุขับขี่ในพื้นที่ใกล้บ้าน อาจมีนอกพื้นที่มายังถนนสาธารณะบ้าง แต่จำนวนการพบเห็นยังต่างจากรถจักรยานยนต์ที่ใช้บนท้องถนนปกติ

สำหรับแนวทางหากพบเห็น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการ “เรียกตรวจ”และ“หยุดรถ” เพื่อแจ้งให้ผู้ขับขี่ทราบว่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าหรือสกูตเตอร์ไฟฟ้า ประเภทนี้ไม่สามารถนำมาใช้บนถนนสาธารณะได้ เพราะบนถนนสาธารณะการนำรถหรือจักรยานยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ต้องมีการ“ขออนุญาต”และ“จดทะเบียน”ให้ถูกต้องตามกฎหมาย จากนั้นคือการออก“ใบสั่ง”ปรับเป็นพินัยให้ผู้ขับขี่
พร้อมย้ำการนำรถที่มีแบตเตอรี่ไฟฟ้า หรือรถจักรยานยนต์ที่มีแบตเตอรี่ไฟฟ้าประเภทไม่เกิน 250 กิโลวัตต์ หรือรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าหรือสกูตเตอร์ไฟฟ้า ที่วิ่งด้วยความเร็วต่ำกว่า 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และไม่มีอุปกรณ์ส่องสว่างหรือสัญญาณไฟตามที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มาวิ่งบนถนนสาธารณะเสี่ยงให้เกิดภัยอันตรายแก่ผู้ขับขี่ไม่ว่าพฤติการณ์การขับขี่นั้นจะถูกต้องตามกฎจราจรหรือไม่ก็ตาม
เนื่องจากการใช้รถบนถนนสาธารณะมีความเร็วตามกฎหมายกำหนด และเพื่อความปลอดภัยของผู้ร่วมใช้ทางพฤติการณ์การขับขี่อาจก่ออันตรายให้กับผู้ร่วมขับขี่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนช่องทางจราจร หรือหยุดรถในจุดที่เจ้าพนักงานจราจรห้ามหยุด อาจเป็นผลให้เกิดความเสียหายมากน้อยแล้วแต่กรณี

พ.ต.ท.ภุชงค์ ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ซื้อรถประเภทนี้มาให้ผู้สูงอายุใช้ว่า การซื้อรถประเภทนี้มาให้ใช้เพื่อความสะดวก แต่ไม่มีการควบคุมพื้นที่ในการขับขี่ และลืมหลักความปลอดภัยบนท้องถนนที่ว่าด้วยพ.ร.บ.จราจรทางบกฯ การกระทำดังกล่าวอาจไม่เป็นผลดีเสมอไป และอาจไม่คุ้มกับสิ่งที่จะตามมา ไม่ว่ากรณีความ เสียหายเป็น“ทรัพย์สิน”หรือ “ชีวิต”
ทั้งนี้ กรณีความผิดที่จะถูกดำเนินคดีได้ คือ ข้อหาห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถที่ยังไม่ได้จดทะเบียนและห้ามใช้รถที่จดทะเบียนแล้วแต่ยังมิได้เสียภาษีประจำปีให้ครบถ้วนถูกต้อง ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ฯ มาตรา 6 เนื่องจากรถจักรยานไฟฟ้าประเภทนี้ไม่สามารถจดทะเบียนได้ เพราะมีความเร็วและจำนวนความจุแบตเตอรี่ ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาในส่วนงานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดี เคยดำเนินการกับพฤติการณ์ดังกล่าวไปแล้ว ยกตัวอย่าง กรณีสาวจีนนั่งบนกระเป๋าสัมภาระที่สามารถเคลื่อนที่ได้ โดยใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้าและล้อกระเป๋า เหตุเกิดบริเวณจุดกลับรถหน้าสนามบินดอนเมือง เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2567
โดยตำรวจจราจรใช้แนวทางในการออกใบสั่งปรับพินัย ยึดจากข้อเท็จจริงว่ากรณีกระเป๋าสัมภาระไม่มีเครื่องยนต์ ไม่นับเป็นยานพาหนะขับเคลื่อน แต่โดยพฤติการณ์การลากหรือนั่งบนกระเป๋าสัมภาระ ถือเป็นการกีดขวางทางจราจร และไม่เข้าข่ายว่าเป็นรถที่ได้รับการจดทะเบียน จึงไม่สามารถนำมาใช้ในทางได้โดยสภาพและลักษณะของกระเป๋าสัมภาระ ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 115 “ห้ามมิให้ผู้ใดแบกหาม ลากหรือนำสิ่งของไปบนทางในลักษณะที่เป็นการกีดขวางจราจร”

ทิ้งทายจากบทบาทตำรวจจราจร พ.ต.ท.ภุชงค์ สะท้อนการที่บุคคลในครอบครัวจัดหารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กประเภทนี้มาให้คนที่รัก เพื่อความสะดวกในการใช้ชีวิต แต่อย่าลืมผลเสียที่ตามมาจากความประมาทและความไม่ปลอดภัยอย่างคาดไม่ถึง
“เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าผู้ขับขี่จะเผลอลืม หรือจงใจขับสู่ท้องถนนใหญ่ ฝากให้ผู้ที่คิดจัดหาซื้อรถประเภทนี้มาให้คนที่คุณรัก ให้แนะนำและแจ้งให้คนขับขี่ทราบถึงข้อกฎหมายและการใช้งาน”
ขณะตำรวจในฐานะเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายก็จะตรวจสอบกวดขันเพื่อความปลอดภัยเพื่อนร่วมทาง ป้องกันความเสียหายที่อาจตามมาด้วย.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



