การปรับทิศทางนโยบายต่างประเทศของฝรั่งเศส ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง นับเป็นความเคลื่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะการประกาศใช้แนวคิด “ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก” อย่างเป็นทางการครั้งแรก เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2561

การกำหนดตำแหน่งของประเทศในภูมิภาคนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากเพียงความพยายามแสวงหาอำนาจใหม่ หากแต่เป็นการยอมรับสถานะความเป็นจริงว่า ฝรั่งเศสคือ “มหาอำนาจที่มีถิ่นพำนักถาวรในภูมิภาค” เนื่องจากมีดินแดนโพ้นทะเลที่ทำหน้าที่เป็นจุดยึดเหนี่ยวทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ทั้งในมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก อาทิ เรอูนียง มายอต นิวแคลิโดเนีย และเฟรนช์โปลินีเซีย

พัฒนาการของยุทธศาสตร์ดังกล่าวต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญภายหลังการประกาศจัดตั้งพันธมิตรความมั่นคงไตรภาคี “ออคัส” เมื่อปี 2564 ที่สมาชิกประกอบด้วย ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐ ซึ่งนำไปสู่การยกเลิกสัญญาเรือดำน้ำมูลค่ามหาศาลระหว่างออสเตรเลียกับฝรั่งเศส เมื่อปี 2559 “อย่างกะทันหัน”

เหตุการณ์ในครั้งนี้ถูกระบุโดยกระทรวงต่างประเทศฝรั่งเศสว่าเป็น “ความทรยศ” และ “วิกฤตความไว้วางใจระหว่างพันธมิตร” ส่งผลให้รัฐบาลปารีสต้องเร่งปรับทิศทางพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ทั้งหมด โดยลดการพึ่งพากรอบความร่วมมือเดิมกับออสเตรเลีย และหันมาผลักดันความร่วมมือทวิภาคีกับอินเดีย ญี่ปุ่น และประเทศในกลุ่มสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( อาเซียน ) อย่างเข้มข้นมากขึ้น

รัฐบาลของมาครงนำเสนอแนวคิด “ทางเลือกที่สาม” และ “เอกราชทางยุทธศาสตร์” เพื่อเสนอพื้นที่และทางเลือกให้แก่ประเทศในภูมิภาคที่กำลังเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จากการแบ่งขั้วอำนาจระหว่างสหรัฐกับจีน

ทิศทางเชิงนโยบายใหม่นี้ได้รับการยืนยันอย่างเป็นรูปธรรมในระหว่างการเดินทางเยือนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของมาครง เมื่อช่วงปลายเดือนพ.ค. 2568 ซึ่งผู้นำฝรั่งเศสเดินทางเยือนเวียดนาม อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ตลอดจนเข้าพบเลขาธิการอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา เพื่อหารือวางกรอบการทำงานร่วมกัน

นอกจากนี้ มาครงยังใช้โอกาสในการขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมความมั่นคงระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก “แลงกรี-ลา ไดอะล็อก” ที่สิงคโปร์ เพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์ที่ปฏิเสธแนวคิดการครอบงำและต่อต้านการใช้ลัทธิครองความเป็นมหาอำนาจแบบผูกขาดในภูมิภาค

ไทยถือเป็นพันธมิตรเก่าแก่ที่สุดของฝรั่งเศสในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการย้อนกลับไปถึงการส่งคณะทูตของโกษาปาน เมื่อปี 2229 และการทำสนธิสัญญาการค้าและมิตรไมตรี ในปี 2399

ความสัมพันธ์ดังกล่าวได้รับการสานต่อและวางระบบอย่างรอบด้าน ผ่านสุนทรพจน์เชิงนโยบายและการเยือนของประธานาธิบดีมาครงในการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ( เอเปค ) ณ กรุงเทพมหานคร ในฐานะแขกพิเศษของไทย ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุม เมื่อปี 2565 ซึ่งนำไปสู่การบังคับใช้แผนงานความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส ระหว่างปี 2565-2567 และการตั้งเป้าหมายสถาปนาความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกัน

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส เข้าร่วมการประชุมสุดยอดเอเปค ที่กรุงเทพฯ 18 พ.ย. 2565

จุดสูงสุดของการดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกของทั้งสองฝ่าย เกิดขึ้นอีกครั้งในระหว่างการเดินทางเยือนฝรั่งเศสของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ระหว่างวันที่ 22-27 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งการพูดคุยทวิภาคีกับมาครง ณ ทำเนียบประธานาธิบดี ปาแลเดอเลลีเซ เมื่อวันที่ 25 พ.ค. นำไปสู่การบรรลุข้อตกลงและแผนงานในการยกสถานะความสัมพันธ์ขึ้นสู่การเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” อย่างสมบูรณ์ ผ่านแผนปฏิบัติการร่วมไทย-ฝรั่งเศส ครอบคลุมปี 2569-2571 ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีของไทยเป็นที่เรียบร้อย

ปัจจุบัน ฝรั่งเศสมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใกล้ชิดกับไทย โดยไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 9 ของฝรั่งเศสในเอเชีย และเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 2 ในอาเซียน ขณะที่ฝรั่งเศสยังเป็นนักลงทุนจากอียูรายใหญ่อันดับ 3 ในประเทศไทย

ข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทข้ามชาติของฝรั่งเศสยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทยเกือบ 100 โครงการ ปัจจุบันมีบริษัทสาขาของฝรั่งเศสดำเนินกิจการในไทยมากกว่า 290 แห่ง และจ้างงานบุคลากรในท้องถิ่นมากกว่า 45,000 คน

แม้ว่ายุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกและแนวคิด “ทางเลือกที่สาม” ของมาครงจะได้รับการตอบรับอย่างดีในเชิงหลักการและการทูตในระดับภูมิภาค แต่การนำนโยบายไปปฏิบัติจริงกลับเผชิญกับขีดจำกัดเชิงโครงสร้างและปมปัญหาทางกฎหมายหลายมิติ

ประการแรกคือ ความตึงเครียดภายในดินแดนโพ้นทะเลของฝรั่งเศสเอง โดยเฉพาะเหตุการณ์ความไม่สงบอย่างรุนแรงในนิวแคลิโดเนีย เมื่อปี 2567 ซึ่งปะทุขึ้นจากการที่รัฐสภาฝรั่งเศสพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อขยายสิทธิการเลือกตั้งท้องถิ่นให้แก่ผู้มีเชื้อสายยุโรปที่เข้ามาอาศัยอยู่ใหม่

เหตุจลาจลครั้งนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 ราย และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล ตลอดจนจุดกระแสต่อต้านและวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทัศนะเชิงอำนาจของรัฐบาลปารีสยังคงตั้งอยู่บนรากฐานของลัทธิอาณานิคมและการใช้อำนาจแบบพ่อปกครองลูก ซึ่งบั่นทอนความน่าเชื่อถือของฝรั่งเศสในการนำเสนอความมั่นคงและอธิปไตยแบบเท่าเทียมในภูมิภาค

ประการที่สอง ขีดความสามารถเชิงยุทโธปกรณ์และการขาดแคลนทรัพยากร ในการป้องกันดินแดนทางทะเลอันกว้างใหญ่ รายงานประเมินจากหน่วยงานตรวจสอบและวุฒิสภาฝรั่งเศส เมื่อปี 2565 บ่งชี้ว่า ฝรั่งเศสมีขีดความสามารถในการตรวจการณ์ทางเรือที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่รับผิดชอบ รายงานถึงกับเปรียบเปรยว่า ความสามารถในการลาดตระเวนพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะ ในมหาสมุทรนั้น มีสัดส่วนคล้ายกับ “รถตำรวจเพียงสองคันที่ต้องคอยเฝ้าระวังพื้นที่ทั่วทั้งประเทศฝรั่งเศส”

แม้มีแผนการทดแทนเรือตรวจการณ์รุ่นเก่าด้วยเรือตรวจการณ์โพ้นทะเลรุ่นใหม่ จำนวน 6 ลำ ระหว่างปี 2566-2568 แต่ก็เกิดช่องว่างด้านการลาดตระเวน และความเสี่ยงต่อการทำประมงผิดกฎหมายที่เพิ่มขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ประการสุดท้าย วิกฤติการณ์ความศรัทธาและความกังขา เกี่ยวกับความสม่ำเสมอในการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล อิทธิพลของชาติตะวันตกรวมถึงฝรั่งเศสในสายตาของประเทศซีกโลกใต้ เผชิญกับความท้าทายจากข้อกล่าวหาเรื่องการดำเนินนโยบาย “สองมาตรฐาน” ระหว่างปฏิกิริยาต่อสงครามในยูเครน และวิกฤติการณ์ด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซา

นโยบายต่างประเทศของมาครงที่ต้องการให้ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกหลีกเลี่ยงขั้วอำนาจ จึงต้องผ่านการพิสูจน์เชิงประจักษ์อย่างเข้มข้นว่า ฝรั่งเศสมีทรัพยากรและความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงที่จะรักษาสถานะทางทหารและเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ในระยะยาว ท่ามกลางภาวะสงครามและความไม่มั่นคงที่ล้อมรอบทวีปยุโรปเอง

ความเคลื่อนไหวทางนโยบายต่างประเทศของฝรั่งเศสในยุครัฐบาลมาครง ในการหันเหความสนใจเชิงยุทธศาสตร์มายังภูมิภาคเอเชียและอาเซียน สะท้อนถึงความพยายามปรับสมดุลอำนาจ เพื่อปกป้องอธิปไตยโพ้นทะเลและสร้างทางเลือกใหม่ให้กับระเบียบระหว่างประเทศ

การก้าวขึ้นมาเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์กับประเทศไทยผ่านแผนปฏิบัติการร่วมปี 2569-2571 นับเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเกื้อหนุนผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย โดยไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการกระจายความเสี่ยง ดึงดูดเทคโนโลยีขั้นสูงในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ( อีอีซี ) และเปิดช่องทางการทูตกับยุโรปเพื่อลดการพึ่งพิงขั้วอำนาจใดอำนาจหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว

ขณะเดียวกัน ความสำเร็จในอนาคตของทิศทางดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของฝรั่งเศส ในการแก้ไขปัญหาความตึงเครียดทางการเมืองภายในดินแดนโพ้นทะเลของตนเอง และการรักษาความสม่ำเสมอในการส่งกำลังบำรุงทางยุทธศาสตร์ และการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความเข้มข้นขึ้น.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES