การถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ของสหราชอาณาจักร หรือที่เรียกว่า “เบร็กซิต” (Brexit) เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2559 ยุติแผนการส่งออกไปยังยุโรปอันทะเยอทะยานของนายไมเคิล ฮาร์ท ผู้ผลิตชีสชาวสหราอาณาจักร อย่างกะทันหัน แต่สี่ปีต่อมา บริษัท บริดจ์ชีส ของเขา พบลูกค้าในต่างประเทศอีกครั้ง ในเขตบริหารพิเศษฮ่องที่อยู่ห่างไกล


ในตอนแรก ฮาร์ทคาดหวังว่า “เบร็กซิตแบบนุ่มนวล” จะทำให้การค้าดำเนินไปอย่างราบรื่น แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น สหราชอาณาจักรที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับห้าของโลก กลับออกจากตลาดร่วมอย่างสิ้นเชิง และสร้างอุปสรรคให้กับประเทศ


บริษัทสหราชอาณาจักรหลายพันแห่ง ถูกบังคับให้หาทางชดเชยการสูญเสียการเข้าถึงตลาดต่างประเทศหลักอย่างเสรี โดยบรรดาผู้ผลิตอาหารอยู่ในกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบหนักที่สุด


แม้อียูยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร แต่ผู้ผลิตหลายรายได้รับผลกระทบ ซึ่งซ้ำเติมสหราชอาณาจักรที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวมาตั้งแต่วิกฤติการเงินโลก ในปี 2550-2551


อนึ่ง นายแอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งอังกฤษ (บีโออี) ซึ่งเป็นธนาคารกลางของสหราชอาณาจักร กล่าวเมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้วว่า การทำให้เศรษฐกิจเปิดกว้างน้อยลง จะจำกัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ แม้ในระยะยาว การค้าจะปรับตัวและฟื้นตัวก็ตาม ซึ่งจนถึงขณะนี้ การฟื้นตัวนั้นดูเหมือนจะยังไม่แน่นอน


ปริมาณการส่งออกอาหารของสหราชอาณาจักรไปยังอียู ลดลงมากกว่า 23% ระหว่างปี 2564-2568 เมื่อเทียบกับช่วงห้าปีก่อนเบร็กซิต อีกทั้งภายในปี 2567 บริษัทขนาดเล็กประมาณ 20,000 แห่ง รวมถึงผู้ผลิตอาหาร หยุดส่งออกสินค้าไปยังอียู


มิหนำซ้ำ ข้อตกลงการค้าหลังเบร็กซิตของสหราชอาณาจักรกับประเทศต่าง ๆ เช่น ออสเตรเลีย และอินเดีย จะชดเชยการส่งออกที่สูญเสียไปได้เพียงเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น ซึ่งนอกจากผลกระทบต่อการค้าแล้ว เบร็กซิตยังสร้างความไม่แน่นอนให้กับธุรกิจต่าง ๆ เป็นเวลาหลายปี ส่งผลให้การลงทุนลดลง


ด้านผู้คาดการณ์งบประมาณของรัฐบาลลอนดอน ประมาณการว่า เศรษฐกิจโดยรวมของสหราชอาณาจักรจะหดตัว 4% ในช่วงเวลา 15 ปีหลังเบร็กซิต เมื่อเทียบกับกรณีที่ประเทศยังอยู่ในอียู โดยความเสียหายเกิดขึ้นแล้วประมาณ 50%


ระเบียบขั้นตอนที่ยุ่งยาก ความล่าช้า และค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการเบร็กซิต ส่งผลกระทบต่อต้นทุนอาหารที่สหราชอาณาจักรนำเข้า ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ และนำไปสู่อัตราเงินเฟ้อสูงสุดในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 แห่ง หรือ จี7 เกือบตลอดช่วงสี่ปีที่ผ่านมา


ทั้งนี้ ฮาร์ทกล่าวว่า บริษัท บริดจ์ชีส ของเขา กระตือรือร้นที่จะส่งออกสินค้าไปยังอียูอีกครั้ง หากเงื่อนไขมีความเหมาะสม และสหราชอาณาจักรปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านมนุษย์ รวมถึงการค้าสัตว์และพืช เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อในอียูมากขึ้น


แต่สำหรับบริษัทหลายแห่งที่ได้รับผลกระทบจากเบร็กซิต และปัญหาทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความรู้สึกไม่แน่นอนและความระมัดระวัง ไม่น่าจะลดลงมากนัก จากการตั้งมาตรฐานใหม่ด้านความปลอดภัยของอาหาร ระหว่างสหราชอาณาจักรกับอียู


การลงทุนทางธุรกิจในสหราชอาณาจักร อ่อนแอมาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 21 และสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ก็อยู่ในระดับต่ำที่สุดของกลุ่มจี7 นับตั้งแต่ก่อนการลงประชามติเบร็กซิตไม่นาน


นักเศรษฐศาสตร์หลายคนให้เห็นถึงสาเหตุที่เป็นไปได้หลายประการ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงด้านภาษี และการบริหารจัดการที่ไม่ดี อย่างไรก็ตาม เบร็กซิตและความผันผวนทางเมืองที่เกิดขึ้นจากนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร 6 คน ตั้งแต่ปี 2559 ยังคงส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ประกอบการจำนวนมาก.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS