ในปีค.ศ. 1983 ถ้วยรางวัล ‘จูลส์ ริเมต์’ ที่ทีมฟุตบอลแห่งชาติบราซิลได้ครอบครองเป็นการถาวรเนื่องจากคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งที่ 3 ในปีค.ศ. 1970 ตามกฎของฟีฟ่าในเวลานั้น โดนแก๊งโจรขโมยจากสำนักงานใหญ่ของสมาพันธ์ฟุตบอลบราซิลในกรุงริโอเดจาเนโรไปได้สำเร็จ และต่อมา หลังจากที่ตำรวจจับกุมคนร้ายได้ พวกเขาก็สารภาพว่า ได้นำถ้วยรางวัลทองคำที่สำคัญยิ่งใบนั้นไปหลอมเพื่อนำทองไปขาย เท่ากับถ้วยจูลส์ ริเมต์ ได้หายสาบสูญไปตลอดกาล

แต่ถึงแม้ว่าถ้วยจูลส์ ริเมต์ จะไม่ได้ถูกขโมย ทาง ‘ฟีฟ่า’ หรือสมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ ก็จำเป็นต้องหาถ้วยรางวัลใบใหม่อยู่ดี เพื่อมาทดแทนถ้วยรางวัลที่มอบให้ทีมชาติบราซิลไปแล้ว

ซิลวิโอ กัซซานิกา ประติมากรชาวอิตาลีผู้ล่วงลับ คือผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้ออกแบบและสร้างสรรค์ถ้วยรางวัลฟีฟ่า เวิลด์คัพ ใบใหม่ เขาต้องการหลอมรวมความรู้สึกอันบริสุทธิ์ของเกมกีฬาลงไปในงานศิลปะชิ้นนี้ และตั้งใจออกแบบให้เส้นสายของถ้วยอยู่ในลักษณะหมุนเป็นเกลียวขึ้นสู่ด้านบน เพื่อสื่อถึงความอุตสาหะของนักกีฬา ความสุขสุดเหวี่ยงของแฟนบอล และวินาทีแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ 

จุดเริ่มต้นของถ้วยรางวัลระดับโลกนี้เกิดขึ้นในสตูดิโอแห่งหนึ่งย่านเบรราของเมืองมิลาน เมื่อกัซซานิกาส่งผลงานเข้าประกวดแบบระดับนานาชาติที่ฟีฟ่าจัดขึ้น จอร์โจ กัซซานิกา ลูกชายของเขาเล่าว่า พ่อของเขาเริ่มต้นด้วยการสเกตช์ภาพจำนวนนับไม่ถ้วน ก่อนจะตกผลึกเป็นไอเดียรูปเส้นเกลียวคล้ายดีเอ็นเอสองเส้นที่หมุนทะยานขึ้นไปเพื่อโอบอุ้มลูกโลกเอาไว้ 

ซิลวิโอ กัซซานิกาและถ้วยรางวัลฟีฟ่า เวิลด์คัพ จากการออกแบบของเขา

เดิมที กัซซานิกาผู้พ่อซึ่งเสียชีวิตไปในปีค.ศ. 2016 เป็นประติมากรชื่อดังของบริษัท G.D.E. Bertoni Srl และยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติอื่นๆ เช่น ยูฟ่าคัพ และยูโรปา ซูเปอร์คัพอีกด้วย

ท่ามกลางผลงานที่ส่งเข้าประกวดกว่า 50 ชิ้น ผลงานของกัซซานิกาโดดเด่นที่สุดเพราะเขาเป็นคนเดียวที่ส่งแบบจำลองสามมิติขนาดเท่าจริงไปให้คณะกรรมการพิจารณา ทำให้ทุกคนสามารถสัมผัสถึงความประณีตและเรื่องราวอันทรงพลังที่ซ่อนอยู่

จอร์โจอธิบายถึงความหมายอันลึกซึ้งของถ้วยรางวัลว่า  “มีรูปโลกซึ่งตั้งเด่นอยู่เหนือสิ่งอื่น มีความมุ่งมั่นทุ่มเทของตัวนักกีฬา มีท่วงท่าการเคลื่อนไหวของนักกีฬาที่สะท้อนผ่านเนื้อโลหะ และร่างของนักกีฬานั้นจะมีความหยาบและดูขรุขระ เพราะมันคือร่างที่ผ่านความยากลำบาก ต้องต่อสู้ดิ้นรน และฝ่าฟันเพื่อไขว่คว้าชัยชนะ”

เขากล่าวเสริมว่า “ชัยชนะนั้นแสดงออกผ่านวงแขนที่ดูคล้ายกับปีกของเทพีแห่งชัยชนะ ซึ่งไม่เพียงแต่จะจับความรู้สึกแห่งความสำเร็จของตัวนักกีฬาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสุขใจอย่างที่สุดของแฟนบอลอีกด้วย”

ถ้วยรางวัลฟีฟ่าเวิลด์คัพในนิทรรศการของฟีฟ่า จัดขึ้นที่อาคารร็อคกีเฟลเลอร์ กรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ผลงานการออกแบบที่เหนือกาลเวลาของกัซซานิกาถูกชูขึ้นเหนือศีรษะนักกีฬาในการแข่งขันฟุตบอลโลกมาแล้วถึง 14 ครั้ง และฟีฟ่ายืนยันว่าจะใช้ถ้วยใบนี้ต่อไปอย่างน้อยจนถึงปีค.ศ. 2038 

จอร์โจยังคงจำความรู้สึกตื้นตันในนัดชิงชนะเลิศปีค.ศ. 1974 ที่เยอรมนีตะวันตกได้ดี ซึ่งเป็นครั้งแรกที่โลกได้เห็นถ้วยใบนี้ วินาทีที่กัปตันทีมชาติเยอรมนีชูถ้วยขึ้นท่ามกลางเสียงเชียร์ที่ดังกึกก้องไปทั้งสนามมิวนิก คือช่วงเวลาที่วัตถุชิ้นหนึ่งได้แปรเปลี่ยนกลายเป็น “สัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์” ของมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง

แม้จะมีมูลค่ามหาศาล แต่ทีมแชมป์โลกจะไม่มีสิทธิ์เก็บถ้วยที่สร้างจากทองคำแท้ 18 กะรัต สูง 36 เซนติเมตรใบนี้ไว้เป็นการถาวร โดยกฎปัจจุบันของฟีฟ่าระบุว่า ถ้วยจริงที่มีฐานคาดด้วยหินมาลาไคต์สีเขียวนี้จะถูกใช้ในพิธีฉลองชัยในสนามเท่านั้น หลังจากนั้นจะถูกส่งกลับไปเก็บรักษาอย่างปลอดภัยที่สำนักงานใหญ่ของฟีฟ่าในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนทีมแชมป์จะได้รับถ้วยจำลองชุบทองกลับไปแทน และต่อให้ชนะเลิศสามสมัยซ้อนก็จะไม่ได้ครอบครองถ้วยรางวัลตัวจริงอีกต่อไป

ปัจจุบัน ครอบครัวกัซซานิกายังคงอนุรักษ์ห้องทำงานดั้งเดิม ภาพสเกตช์ และหุ่นขี้ผึ้งต้นแบบของถ้วยรางวัลอันยิ่งใหญ่นี้ไว้ที่ชานเมืองมิลาน เพื่อเป็นการสืบสานทั้งตำนานและมรดกแห่งการออกแบบชิ้นนี้

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

ที่มา : independent.co.uk

เครดิตภาพ : REUTERS