ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 5 ปีที่แล้ว ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของ Spider-Man: No Way Home (2021) “ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์” ได้เสียสละครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เพื่อปกป้องมัลติเวิร์ส เขาเลือกให้โลกทั้งใบ (รวมถึงคนที่เขารักที่สุดอย่าง เอ็มเจ และ เน็ด) ลืมเลือนตัวตนของเขาไปจนหมดสิ้น ไตรภาคแรกภายใต้การกำกับของ “จอน วัตส์” (Jon Watts) ได้ทำหน้าที่ปูรากฐานของเด็กหนุ่มวัยรุ่นที่มองโลกในแง่ดี ซุ่มซ่าม และเปี่ยมด้วยความเป็นมนุษย์เอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ

การกลับมาในครั้งนี้ ถือเป็น “การล้างไพ่” ในเชิงอารมณ์ ทีมผู้สร้างตัดสินใจส่งไม้ต่อให้กับ “เดสติน แดเนียล เครตตัน” (Destin Daniel Cretton) ผู้กำกับจาก Shang-Chi ที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำฉากแอ็กชันที่ดุดันสมจริง และการขยี้ปมความสัมพันธ์ของตัวละคร “เครตตัน” นำพา “สไปเดอร์แมน” ก้าวเข้าสู่ยุคที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้นและติดดินมากขึ้น เพื่อเปิดประตูสู่ทิศทางใหม่ของจักรวาลมาร์เวล ที่ลดความเล่นใหญ่ระดับจักรวาล ลงมาสำรวจบาดแผลในจิตใจของฮีโร่ระดับรากหญ้าแทน

หลังเวลาผ่านไป 4 ปี นับตั้งแต่เหตุการณ์ล้างความทรงจำ ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ (ทอม ฮอลแลนด์) ยังคงใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ถังแตก และซอมซ่อ ในนิวยอร์ก เขาพยายามผลักไสความเป็นปีเตอร์ทิ้งไป และปล่อยให้ “สไปเดอร์แมน” กลืนกินชีวิตของเขาเต็มเวลาเพื่อหนีความเศร้า

ขณะเดียวกัน เอ็มเจ (เซนดายา) และ เน็ด (จาค็อบ บาตาลอน) เพิ่งเรียนจบจาก MIT และย้ายกลับมาทำงานในนิวยอร์ก ปีเตอร์ ต้องทนมองเพื่อนรักทั้งสองเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และมีความรักใหม่ โดยที่ไม่มีเขาอยู่ในความทรงจำ แต่แล้วความกดดันทางจิตใจและร่างกาย ก็กระตุ้นให้ดีเอ็นเอแมงมุมของปีเตอร์เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือที่เรียกว่า “กระบวนการลอกคราบ” ประสาทสัมผัสของเขาเฉียบคมจนอันตราย เขาจึงต้องไปขอความช่วยเหลือจาก ดร. บรูซ แบนเนอร์ (มาร์ค รัฟฟาโล) ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์พลิกผันที่ปลุก “ซาเวจ ฮัลค์” (Savage Hulk) ร่างยักษ์จอมทำลายล้างที่หายไปนานให้กลับมาอีกครั้ง!

สถานการณ์เลวร้ายลง เมื่อนิวยอร์กถูกคุกคามโดยกลุ่มอาชญากรใต้ดิน นำโดย สกอร์เปียน (ไมเคิล แมนโด), ทูมสโตน (มาร์วิน โจนส์ ที่ 3) และองค์กรนินจาอันตรายอย่าง เดอะ แฮนด์ (The Hand) พร้อมกับการปรากฏตัวของ “วายร้ายปริศนา” ที่ไม่มีใครมองเห็น แต่สามารถกระโดดสิงจิตสำนึกผู้คนได้ดั่งวิดีโอเกม ท่ามกลางวิกฤตนี้ ปีเตอร์ ได้พบกับ แฟรงค์ คาสเซิล หรือ เดอะ พันนิชเชอร์ (จอน เบิร์นธัล) ศาลเตี้ยผู้ไร้ความปรานี ที่เข้ามาท้าทายเส้นแบ่งทางศีลธรรมของเขาอย่างรุนแรง

ความน่าสนใจและความสนุกที่ห้ามพลาดของ SPIDER-MAN: BRAND NEW DAY

  • เคมีพี่น้องจงเกลียดจงชังระหว่าง “สไปเดอร์แมน-พันนิชเชอร์”

สื่อต่างประเทศหลายสำนักยกให้การจับคู่ระหว่าง ทอม ฮอลแลนด์ และ จอน เบิร์นธัล คือมาสเตอร์พีซของเรื่องนี้ การปะทะกันทางอุดมการณ์ระหว่างฮีโร่ผู้ยึดมั่นในความรับผิดชอบ กับศาลเตี้ยที่ขับเคลื่อนด้วยความแค้น สร้างไดนามิกแบบ “พี่น้องที่เกลียดชังกัน” แฟรงค์ คาสเซิล กลายเป็นภาพสะท้อนด้านมืดของปีเตอร์ หากปีเตอร์ยังปล่อยให้ความเจ็บปวดกลืนกิน เขาอาจกลายเป็นแบบแฟรงค์ได้ในสักวัน

  • การกลับมาของ “Savage Hulk” จอมทำลายล้าง

การดึง มาร์ค รัฟฟาโล กลับมาในร่างของฮัลค์จอมคลุ้มคลั่ง ถือเป็นการหยิบคอมมิคคลาสสิกที่สไปเดอร์แมนต้องปะทะกับฮัลค์ มาถ่ายทอดบนจอเงินเป็นครั้งแรก รับประกันความวินาศสันตะโรระดับบล็อกบัสเตอร์

  • การเติบโตแบบลอกคราบ Body Horror

ไอเดียเรื่อง “กระบวนการลอกคราบ” ของดีเอ็นเอแมงมุม ถือเป็นความกล้าหาญของมาร์เวล ที่ใส่กลิ่นอายความสยองขวัญ (Horror) เล็กๆ เข้ามา เพื่อสะท้อนภาพการก้าวข้ามวัย (Coming-of-age) ของปีเตอร์ ที่ต้องแตกสลายก่อนจะเกิดใหม่

  • วายร้ายปริศนาสายปั่นประสาท

ศัตรูที่สามารถสลับร่างสิงคนได้ สร้างบรรยากาศความหวาดระแวง (Paranoia) ให้กับหนังแบบเต็มพิกัด สไปเดอร์แมน ไม่สามารถใช้แค่กำลังแก้ไขได้ แต่ต้องต่อสู้กับจิตวิทยาที่เล่นงานเขาถึงก้นบึ้ง

  • เบื้องหลังงานสร้างสุดล้ำ (Behind the Scenes)

ทีมงานยกกองไปถ่ายทำที่ “กลาสโกว์” สหราชอาณาจักร ซึ่งมีผังเมืองคล้ายนิวยอร์ก เพื่อเน้นการถ่ายทำในสถานที่จริง (Practical Locations) มากกว่าพึ่งพา Green Screen

ผู้กำกับภาพ เบรทท์ พอว์คัล ใช้กล้อง Sony Venice Camera พร้อมระบบติดตั้งหมวกแบบไซคลอปส์ให้ ทอม ฮอลแลนด์ สวม เพื่อถ่ายทอดภาพมุมมองจากสายตาของสไปเดอร์แมน ให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนสวมหน้ากากอยู่จริงๆ

ทีมเสียงไม่ได้ใช้แค่เสียงลมพัดธรรมดา แต่ปรับเสียงลมให้ดุดัน แหลมคม คล้ายเสียงคำราม เพื่อสะท้อนความรุนแรงของแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางเวลาโหนใย

ทอมใช้ทักษะยิมนาสติกและการเต้นของเขา เล่นสตันท์เองในฉากสำคัญๆ ทั้งหมด ร่วมกับฝ่ายอุปกรณ์ที่สร้าง “ใยแมงมุมของจริง” ให้เขาได้สัมผัสระหว่างถ่ายทำ

ข้อดีของ SPIDER-MAN: BRAND NEW DAY

นี่คือหนัง “สไปเดอร์แมน” ที่มืดหม่น เป็นผู้ใหญ่ และสะเทือนอารมณ์ที่สุดในจักรวาล MCU การสำรวจประเด็นความโดดเดี่ยว การสูญเสีย และการรักษาระยะห่างเพื่อปกป้องคนที่รัก ทำออกมาได้ลึกซึ้งมาก

ทีมนักแสดงสมทบระดับพระกาฬ “จอน เบิร์นธัล” ในบท Punisher ยังคงดุดันไร้ที่ติ ขณะที่นักแสดงใหม่อย่าง “ซาดี้ ซิงค์” (Sadie Sink) จาก Stranger Things โชว์การแสดงที่ผสมความเปราะบางและแข็งกร้าวได้อย่างยอดเยี่ยม และ “ลิซา โคลอน-ซายาส” (The Bear) ก็ช่วยเติมเต็มมิติฝั่งการสืบสวนคดีได้อย่างมีน้ำหนัก

การกำกับคิวบู๊โดย เผิง จาง (จาก Shang-Chi) ทำให้การต่อสู้มีน้ำหนัก ไม่ใช่แค่ CG ลอยไปมา แต่เป็นการต่อสู้ที่ดิ้นรนและกระเสือกกระสนของตัวละครจริงๆ

ข้อด้อยของ SPIDER-MAN: BRAND NEW DAY

ตัวละครมากเกินจนล้นจอ การใส่ทั้ง วายร้ายปริศนา, พันนิชเชอร์, ซาเวจ ฮัลค์, สกอร์เปียน, ทูมสโตน และองค์กร The Hand เข้ามาทั้งหมด ทำให้พื้นที่ในการเกลี่ยบทแอร์ไทม์แคบลง เสี่ยงที่เนื้อเรื่องจะซับซ้อนจนหลุดโฟกัสจากเส้นเรื่องหลักของปีเตอร์ได้

ความมืดหม่นที่อาจไม่ถูกใจคอหนังสายครอบครัว ด้วยโทนที่หนักหน่วง และการตั้งคำถามถึงเส้นแบ่งทางศีลธรรมของ Punisher หนังอาจขาดความสดใส และอารมณ์ขันแบบเด็กๆ ที่แฟนคลับกลุ่มครอบครัวเคยชื่นชอบในภาคก่อนๆ

5/5
ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง!
“นี่ไม่ใช่แค่หนังสไปเดอร์แมน แต่คือหนังแห่งการก้าวข้ามวัย (Coming-of-age) ที่แลกมาด้วยหยาดน้ำตาและคราบเลือด”

SPIDER-MAN: BRAND NEW DAY คือจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดของ ทอม ฮอลแลนด์ หากคุณอยากเห็นไอ้แมงมุมที่แบกรับน้ำหนักของความเป็นผู้ใหญ่ ต้องรับมือกับด้านมืดของตัวเอง และโคจรมาเจอกับตัวละครสายดาร์กอย่าง เดอะ พันนิชเชอร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้จะมอบประสบการณ์ซูเปอร์ฮีโร่ที่สดใหม่ ลึกซึ้ง และทิ้งความหน่วงในใจให้คุณ เมื่อเดินออกจากโรงภาพยนตร์อย่างแน่นอน!

หมีเช