แม้ที่ผ่านมาจะมี พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2565 หรือ กฎหมาย JSOC เพื่อเฝ้าระวังผู้พ้นโทษคดีอุกฉกรรจ์ที่ยัง“มีความเสี่ยง”ลงมือซ้ำ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฎก็เป็นคำถามกลับ มาตรการยังมีช่องโหว่หรือไม่ และจะทำอย่างไรไม่ให้มี“ป๋อง 2”เกิดขึ้น
“ทีมข่าวอาชญากรรม” เจาะลึกมาตรการที่กระบวนการยุติธรรมพยายามทำให้สังคมปลอดภัย กับร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยว่า กฎหมายJSOC ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองสังคมและผู้เสียหาย โดยเพิ่มมาตรการแก้ไขฟื้นฟู เฝ้าระวัง และคุมขังภายหลังพ้นโทษ ซึ่งสอดคล้องหลักยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เปลี่ยนจุดตั้งต้นจาก“การที่คดีจบหรือพ้นโทษ”ไปมองที่“ชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก”
เริ่มแรกที่บังคับใช้ถูกวิจารณ์หนักจากผู้พ้นโทษที่ศาลมีคำสั่งใช้ มองว่าเป็นการละเมิดสิทธิ เพราะเมื่อพ้นโทษแล้วก็ไม่ควรต้องรับโทษอีก แต่หากมองในกระบวนการยุติธรรม จะแค่รับโทษครบตามคำสั่งศาล ก็มองว่ายังไม่ครบถ้วน เมื่อผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์กำลังจะพ้นโทษ เราต้องมองสังคมปลายทางว่าต้องทำอย่างไรให้ไม่เกิดความผิดซ้ำอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม มาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ ศาลจะพิจารณาความเห็นจากคณะกรรมการ ตามมาตรา 16 ( คณะกรรมการพิจารณากำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ) ที่ทำหน้าที่กลั่นกรองรายงานผลการประเมินความเสี่ยงที่มาจากระดับเรือนจำว่าผู้ต้องขังรายใดต้องใช้มาตรการ จะเริ่มต้นประเมินตั้งแต่ยังอยู่ในเรือนจำ จึงเป็นไปได้กรณีที่ผู้ต้องขัง“อยู่เป็น” เช่น สมัยต้องโทษประพฤติตัวดี เพื่อให้ตัวเองพ้นโทษโดยถูกประเมิน “ความเสี่ยงน้อย” ส่งผลให้ศาลไม่มีคำสั่งใช้กำไล EM เป็นต้น

“ยกตัวอย่างกรณีนายฑนา ที่ได้รับการประเมินคะแนนก่อนใกล้พ้นโทษได้ 47 คะแนน จาก 100 คะแนน ถือว่าอยู่ในเกณฑ์“เสี่ยงน้อย”ที่จะกลับไปก่อเหตุซ้ำ”
เมื่อผ่านกระบวนการไปสู่ชั้นพิจารณาของศาล จึงทำให้นายฑนามีเพียงกำหนดมาตรการเฝ้าระวังให้รายงานตัวกับเจ้าพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน เป็นเวลา 2 ปี ห้ามทำกิจกรรมเสี่ยง ไม่มีการติดกำไล EM เพราะคดีก่อนหน้าที่รับโทษเป็นข้อหาทำร้ายร่างกายและยาเสพติด ไม่ใช่คดีฆาตกรรม
ร.ต.อ.ปิยะ ยังระบุ คำสั่งมาตรการเฝ้าระวังส่วนใหญ่ศาลจะมีคำสั่งใช้มาตรการหลากหลายหัวข้อปะปนกัน ขึ้นอยู่กับผลประเมินความเสี่ยงที่จะกระทำผิดซ้ำ มาตรการที่ใช้ อาทิ ให้รายงานตัวตามกำหนด , ห้ามทำกิจกรรมเสี่ยงตามที่ศาลกำหนด , หากเป็นคดีเกี่ยวกับเพศ จะห้ามให้เข้าใกล้เหยื่อระยะกิโลเมตรตามกำหนด หรือห้ามเข้าใกล้สถานศึกษาที่มีเด็กและเยาวชน , ให้เข้ารับการบำบัดหรือฟื้นฟู หรือติดกำไล EM
หากฝ่าฝืนมาตรการ จะมีกระบวนการติดตามและตรวจสอบของพนักงานคุมประพฤติ เสนออัยการยื่นคำร้องต่อศาล ซึ่งศาลอาจใช้“มาตรการคุมขังฉุกเฉิน”เป็นเวลาไม่เกิน 7 วัน หรือคุมขังภายหลังพ้นโทษเป็นเวลาไม่เกิน 3 ปี

สถิติคำสั่ง มาตรการเฝ้าระวังหลังพ้นโทษ
ตั้งแต่วันที่ 24 ม.ค.2566-31 ก.ค.2569 มีผู้ต้องขังที่ต้องใช้มาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ 11,643 ราย แต่เมื่อถึงชั้นศาล มีคำสั่ง 7,101 ราย เป็นความผิดต่อชีวิตและร่างกาย 2,430 ราย ความผิดเกี่ยวกับเพศ 4,663 ราย และความผิดต่อเสรีภาพ 8 ราย
ปัจจุบันเหลือผู้ถูกเฝ้าระวังที่ต้องสอดส่องทั่วประเทศ 4,333 ราย เป็นความผิดต่อชีวิตและร่างกาย 1,521 ราย ความผิดเกี่ยวกับเพศ 2,805 ราย และความผิดต่อเสรีภาพ 7 ราย ขณะที่การติดกำไล EM ศาลมีสถิติคำสั่งติด 821 ราย ปัจจุบันยังติดอยู่ 60 ราย ส่วนการกระทำผิดซ้ำในคดีอุกฉกรรจ์(รวมนายฑนา) มี 20 ราย

บังคับใช้ 3 ปี มีช่องโหว่จริง
ที่ผ่านมา ร.ต.อ.ปิยะ ยอมรับ มีอุปสรรคและช่องโหว่จริง โดยเฉพาะการจำแนก ประเมินพฤติกรรมคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรงที่กำลังจะพ้นโทษ ที่อาจไม่สามารถสะท้อนปัญหาที่แท้จริงได้ทั้งหมด เนื่องจากในแบบรายงานเมื่อครั้งอยู่เรือนจำมีคะแนนความเสี่ยงน้อย ซึ่งเป็นปัจจัยส่งผลต่อการพิจารณากำหนดมาตรการเฝ้าระวัง กรณีศาลเล็งเห็นเป็นการเฉพาะ สามารถเรียกไต่สวนเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ กับราชทัณฑ์ได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป หลังผู้ถูกเฝ้าระวังได้กลับมาอยู่ในสังคม สิ่งแวดล้อมรอบข้าง ปัจจัยส่งผลต่อการตัดสินใจ หากพ้นโทษแล้วไม่ประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่ง ไม่มีรายได้มั่นคง ย่อมมีโอกาสหวนกลับไปกระทำผิดซ้ำ

โอกาสที่ไม่คว้า “เฝ้าระวัง”หวนทำผิดซ้ำ
หากต้องถอดบทเรียนทำไมกลับไปกระทำผิดซ้ำ ร.ต.อ.ปิยะ ชี้ว่าต้องยกโมเดลงานกระบวนการยุติธรรมที่เน้นไปที่การให้โอกาส และการพัฒนาพฤตินิสัยเพื่อให้กลับไปสู่สังคมได้จริง ผ่านการฝึกอาชีพ การให้ทุนประกอบอาชีพ สนับสนุนการเริ่มต้นเส้นทางใหม่ แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่า พร้อมจะรับโอกาสใหม่หรือไม่ ถ้าพร้อมก็คว้าไว้ แต่ถ้าทำผิดก็ปิดโอกาสตัวเอง
อุดช่อง“อยู่เป็น” ประเมินตั้งแต่ก้าวแรกรับโทษ
ร.ต.อ.ปิยะ ให้ข้อเสนอยกระดับมาตรการกับผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ตั้งแต่วันแรกเข้าเรือนจำ เพื่อเป็นการประเมินต่อเนื่องตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย จากเดิมจะประเมินช่วง 6 เดือน หรือ 1 ปีก่อนพ้นโทษ ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สะท้อนตัวตนของบุคคลนั้นจริง ๆ ซึ่งจะนำไปสู่การเสนอศาลมีมาตรการเฝ้าระวังจากผลประเมินที่แม่นยำ ครอบคลุมมากขึ้น

กระแสทวง“ประหารชีวิต”จริง กระทุ้งมิติยุติธรรม
สำหรับข้อเรียกร้องให้ประเทศไทยบังคับโทษประหาร หลังทางปฏิบัติห่างไปนาน 9 ปี ในฐานะอธิบดีกรมคุมประพฤติที่เป็นหน่วยงานเน้นพัฒนาพฤตินิสัย เนื่องจากปรัชญาลงโทษปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว ตนมองว่ากรมเปรียบเสมือนแพทย์ที่ต้องรักษาคนในระบบ จึงต้องให้โอกาส แต่ก็ขึ้นอยู่กับวิธีคิดและการเปิดรับโอกาสของบุคคล
ประหารชีวิตไม่ได้หายไปโดยปริยาย เพราะไทยยังมีโทษอยู่ เพียงแต่ศาลจะสั่งหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์แห่งคดี ความรุนแรงของการกระทำ และการรับสารภาพในชั้นศาล ขณะที่กรมราชทัณฑ์เป็นหน่วยบังคับโทษ แต่ระหว่างคุมขังจะมีการเลื่อน-ปรับลดชั้น ลดโทษ พักโทษ รวมถึงผู้ต้องขังเด็ดขาดงมีสิทธิตามกฎหมายยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ
อย่างไรก็ตาม ด้วยกระแสอารมณ์ของสังคมจากเหตุอุกฉกรรจ์ล่าสุด มองว่าการกระทำผิดของคน ๆ เดียว อาจยังไม่สามารถใช้สรุปได้ว่า การบังคับโทษประหารชีวิตจะตอบโจทย์ทุกมิติได้
“แต่แน่นอนที่การกระทำครั้งนี้ กระทุ้งให้คนในกระบวนการยุติธรรมต้องกลับมาทบทวนกันใหม่ โดยเฉพาะพฤติกรรมคนที่สังคมมองว่าเกินเยียวยา และเป็นอันตราย หน่วยงานต้องไปคิดต่อว่า เราควรมีมาตรการแนวทางอย่างไรด้วย”.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



