การเปลี่ยนผ่านกรอบคิดทางภูมิรัฐศาสตร์จาก “เอเชีย-แปซิฟิก” สู่ “อินโด-แปซิฟิก” ไม่ได้เป็นเพียงการขยายขอบเขตทางภูมิศาสตร์ หากยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของดุลอำนาจโลก เมื่อจุดศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การค้า ความมั่นคง และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเคลื่อนตัวลงมายังมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ประเทศที่ครั้งหนึ่งถูกมองว่าอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจอย่างออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ จึงกลับมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งสองประเทศกำลังกลายเป็น “โหนดยุทธศาสตร์” ที่เชื่อมโยงมหาสมุทรอินเดีย แปซิฟิก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในด้านเส้นทางเดินเรือ ความมั่นคงทางทะเล ห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน อาหาร เทคโนโลยี และการกำหนดกติกาของเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนยิ่งทำให้บทบาทของทั้งสองประเทศในฐานะ “มหาอำนาจระดับกลาง” มีความสำคัญมากขึ้น

ออสเตรเลียวางบทบาทของตนเองอย่างชัดเจนในฐานะหนึ่งในเสาหลักด้านความมั่นคงของอินโด-แปซิฟิก ผ่านการกระชับความร่วมมือกับสหรัฐ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และอินเดีย โดยตอนนี้มีกลุ่มไตรภาคี “ออคัส” เป็นกลไกสำคัญ ขณะที่การเข้าร่วมกรอบจตุภาคี “ควอด” ร่วมกับสหรัฐ ญี่ปุ่น และอินเดีย ช่วยเพิ่มบทบาทของรัฐบาลแคนเบอร์ราในการส่งเสริมเสรีภาพในการเดินเรือ ความมั่นคงทางทะเล และระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา
ออคัสยังสะท้อนความพยายามของออสเตรเลียในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องปราม โดยเสาหลักแรกมุ่งสนับสนุนการพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดอาวุธตามแบบ ขณะที่เสาหลักที่สองครอบคลุมเทคโนโลยีความมั่นคงขั้นสูง ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ ( เอไอ ) โดรน เทคโนโลยีควอนตัม ไปจนถึงสงครามไซเบอร์ ทำให้ออสเตรเลียมีบทบาทมากขึ้นในการออกแบบสถาปัตยกรรมความมั่นคงของอินโด-แปซิฟิกในระยะยาว
สำหรับนิวซีแลนด์ แม้มีขนาดเศรษฐกิจและศักยภาพทางทหารเล็กกว่าออสเตรเลีย แต่กลับมีทุนทางการทูตที่โดดเด่น โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก นิวซีแลนด์มีบทบาทในฐานะหุ้นส่วนที่ได้รับความไว้วางใจ ทั้งด้านการพัฒนา ธรรมาภิบาล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการรับมือภัยพิบัติ จึงสามารถใช้อิทธิพลทางการทูตและซอฟต์พาวเวอร์ เพื่อขยายบทบาทในภูมิภาคได้มากกว่าขนาดของประเทศ
ขณะเดียวกัน นิวซีแลนด์กำลังปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป โดยแสดงความสนใจต่อความร่วมมือบางส่วนในเสาหลักที่ 2 ของออคัส ดยเฉพาะด้านไซเบอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล สะท้อนโจทย์สำคัญในการรักษาสมดุลระหว่างแนวทางดั้งเดิมของประเทศ กับความจำเป็นด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่
นอกจากความมั่นคง จุดแข็งที่ทำให้ออสเตรเลียมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกคือการเป็นแหล่งวัตถุดิบยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะแร่ธาตุสำคัญที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจพลังงานสะอาด อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีขั้นสูง การมีแหล่งลิเธียม แร่หายาก และแร่สำคัญอื่น ๆ ทำให้ออสเตรเลียกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่สหรัฐและพันธมิตรตะวันตก ให้ความสำคัญในการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานออกจากการพึ่งพาจีนมากเกินไป
แนวโน้มดังกล่าวทำให้ “การลดความเสี่ยง” มีความหมายมากขึ้น เพราะความมั่นคงของประเทศในยุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกำลังทหาร หากรวมถึงความสามารถในการเข้าถึงวัตถุดิบ พลังงาน เทคโนโลยี และระบบการผลิตที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจด้วย ออสเตรเลียจึงมีโอกาสกลายเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญสำหรับโลกตะวันตก
ในอีกด้านหนึ่ง นิวซีแลนด์มีจุดแข็งในภาคเกษตรกรรมและอาหาร โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์นม เนื้อสัตว์ และอาหารแปรรูป ตลอดจนเทคโนโลยีการเกษตรและปศุสัตว์ขั้นสูง ความสามารถดังกล่าวทำให้นิวซีแลนด์มีบทบาทต่อความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาคเอเชีย และเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือด้านเกษตรแม่นยำ เทคโนโลยีชีวภาพ และการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคเกษตร
ทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ยังมีบทบาทในระบบการค้าเสรีผ่านกรอบสำคัญอีกหลายกรอบ เปิดพื้นที่ให้ทั้งสองประเทศมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานด้านการค้า การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา เศรษฐกิจดิจิทัล และสิ่งแวดล้อม จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตลาด แต่ยังเป็นการมีส่วนร่วมกำหนดกติกาที่เศรษฐกิจภูมิภาคจะใช้ร่วมกันในอนาคต
ภายใต้บริบทดังกล่าว การเดินทางเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ระหว่างวันที่ 17–22 ส.ค. จึงมีนัยสำคัญเกินกว่าการเยือนเพื่อกระชับความสัมพันธ์ตามปกติ เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยต้องรักษาพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่เข้มข้นขึ้น
สำหรับออสเตรเลีย ซึ่งมีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตร่วมกันครบรอบ 75 ปีในปี 2570 การเยือนครั้งนี้มุ่งต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะผ่านแผนปฏิบัติการร่วมปี 2569-2572 ซึ่งครอบคลุมการค้า การลงทุน พลังงานสะอาด วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายยังให้ความสำคัญกับการรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ อาชญากรรมออนไลน์ และเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามพรมแดน
การเยือนครั้งนี้ยังเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาท ทั้งการจับคู่ธุรกิจ การส่งเสริมการลงทุน และการเชื่อมโยงนวัตกรรม ขณะที่ความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. กับหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของออสเตรเลีย สามารถเป็นกลไกสำคัญในการนำองค์ความรู้และงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

ส่วนความสัมพันธ์กับนิวซีแลนด์กำลังเดินหน้าเข้าสู่ระดับใหม่ โดยทั้งสองประเทศมีเป้าหมายยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในปี 2569 ซึ่งสอดคล้องกับวาระครบรอบ 70 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต โดยวางกรอบความร่วมมือ 4 ด้าน ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้าและนวัตกรรม วัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระดับประชาชน รวมถึงความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี
เป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์เป็น 3 เท่าภายในปี 2588 ผ่านความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย – นิวซีแลนด์ ( ทีเอ็นซีเซป ) และการขยายความร่วมมือด้านเกษตรนวัตกรรม ดิจิทัล พลังงานหมุนเวียน และห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์
หากมองผ่านกรอบภูมิรัฐศาสตร์ การกระชับความสัมพันธ์กับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์จึงเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ “กระจายความเสี่ยง” ของไทย มากกว่าจะเป็นการเลือกข้างมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไทยสามารถรักษาความสัมพันธ์กับจีนในฐานะคู่ค้าสำคัญ ขณะเดียวกันก็ขยายความร่วมมือกับประเทศตะวันตกและ Middle Powers เพื่อเพิ่มทางเลือกทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และเทคโนโลยี
ผลลัพธ์สำคัญอาจเกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ กับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้าของไทย หากไทยสามารถเชื่อมวัตถุดิบต้นน้ำจากออสเตรเลียเข้ากับศักยภาพด้านการผลิตและการแปรรูปภายในประเทศ ก็จะช่วยลดความเปราะบางจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลก และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ขณะที่ความร่วมมือกับนิวซีแลนด์สามารถต่อยอด ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร การบิน และนวัตกรรมอาหาร โดยเฉพาะองค์ความรู้ด้านเกษตรแม่นยำและการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยให้สินค้าไทยสามารถรับมือกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและข้อกำหนดด้านความยั่งยืนที่เข้มงวดขึ้นในตลาดโลก
ความสำคัญของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ต่อไทยไม่ได้อยู่เพียงที่มูลค่าการค้าและการลงทุน หากยังอยู่ที่การเป็น “สะพานเชิงยุทธศาสตร์” ที่ช่วยให้ไทยเชื่อมโยงกับโลกอินโด-แปซิฟิกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ออสเตรเลียมีศักยภาพด้านความมั่นคง พลังงาน และแร่ธาตุสำคัญ ขณะที่นิวซีแลนด์มีจุดแข็งด้านอาหาร เกษตร เทคโนโลยี และทุนทางการทูต
ดังนั้น การยกระดับความสัมพันธ์กับทั้งสองประเทศจึงเป็นมากกว่าการทูตเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการวางตำแหน่งประเทศไทยให้มีทางเลือกมากขึ้นในโลกที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเข้มข้นขึ้น การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับ Middle Powers ผ่านแนวทางพหุแกนและความร่วมมือเฉพาะประเด็น จะช่วยให้ไทยสามารถรักษาผลประโยชน์ของตนเองได้โดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง
ในโลกอินโด-แปซิฟิกที่ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคงกำลังหลอมรวมเป็นเรื่องเดียวกัน การมี “เพื่อน” ที่หลากหลายจึงกลายเป็นสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ และออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์กำลังเป็นสองหุ้นส่วนสำคัญที่ไทยไม่ควรมองข้าม.
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



