การเปลี่ยนผ่านกรอบคิดทางภูมิรัฐศาสตร์จาก “เอเชีย-แปซิฟิก” สู่ “อินโด-แปซิฟิก” ไม่ได้เป็นเพียงการขยายขอบเขตทางภูมิศาสตร์ หากยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของดุลอำนาจโลก เมื่อจุดศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การค้า ความมั่นคง และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเคลื่อนตัวลงมายังมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ประเทศที่ครั้งหนึ่งถูกมองว่าอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจอย่างออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ จึงกลับมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งสองประเทศกำลังกลายเป็น “โหนดยุทธศาสตร์” ที่เชื่อมโยงมหาสมุทรอินเดีย แปซิฟิก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในด้านเส้นทางเดินเรือ ความมั่นคงทางทะเล ห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน อาหาร เทคโนโลยี และการกำหนดกติกาของเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนยิ่งทำให้บทบาทของทั้งสองประเทศในฐานะ “มหาอำนาจระดับกลาง” มีความสำคัญมากขึ้น

นายแอนโธนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ที่อาคารรัฐสภา ในกรุงแคนเบอร์รา 19 ส.ค. 2569

ออสเตรเลียวางบทบาทของตนเองอย่างชัดเจนในฐานะหนึ่งในเสาหลักด้านความมั่นคงของอินโด-แปซิฟิก ผ่านการกระชับความร่วมมือกับสหรัฐ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และอินเดีย โดยตอนนี้มีกลุ่มไตรภาคี “ออคัส” เป็นกลไกสำคัญ ขณะที่การเข้าร่วมกรอบจตุภาคี “ควอด” ร่วมกับสหรัฐ ญี่ปุ่น และอินเดีย ช่วยเพิ่มบทบาทของรัฐบาลแคนเบอร์ราในการส่งเสริมเสรีภาพในการเดินเรือ ความมั่นคงทางทะเล และระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา

ออคัสยังสะท้อนความพยายามของออสเตรเลียในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องปราม โดยเสาหลักแรกมุ่งสนับสนุนการพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดอาวุธตามแบบ ขณะที่เสาหลักที่สองครอบคลุมเทคโนโลยีความมั่นคงขั้นสูง ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ ( เอไอ ) โดรน เทคโนโลยีควอนตัม ไปจนถึงสงครามไซเบอร์ ทำให้ออสเตรเลียมีบทบาทมากขึ้นในการออกแบบสถาปัตยกรรมความมั่นคงของอินโด-แปซิฟิกในระยะยาว

สำหรับนิวซีแลนด์ แม้มีขนาดเศรษฐกิจและศักยภาพทางทหารเล็กกว่าออสเตรเลีย แต่กลับมีทุนทางการทูตที่โดดเด่น โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก นิวซีแลนด์มีบทบาทในฐานะหุ้นส่วนที่ได้รับความไว้วางใจ ทั้งด้านการพัฒนา ธรรมาภิบาล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการรับมือภัยพิบัติ จึงสามารถใช้อิทธิพลทางการทูตและซอฟต์พาวเวอร์ เพื่อขยายบทบาทในภูมิภาคได้มากกว่าขนาดของประเทศ

ขณะเดียวกัน นิวซีแลนด์กำลังปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป โดยแสดงความสนใจต่อความร่วมมือบางส่วนในเสาหลักที่ 2 ของออคัส ดยเฉพาะด้านไซเบอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล สะท้อนโจทย์สำคัญในการรักษาสมดุลระหว่างแนวทางดั้งเดิมของประเทศ กับความจำเป็นด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่

นอกจากความมั่นคง จุดแข็งที่ทำให้ออสเตรเลียมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกคือการเป็นแหล่งวัตถุดิบยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะแร่ธาตุสำคัญที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจพลังงานสะอาด อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีขั้นสูง การมีแหล่งลิเธียม แร่หายาก และแร่สำคัญอื่น ๆ ทำให้ออสเตรเลียกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่สหรัฐและพันธมิตรตะวันตก ให้ความสำคัญในการกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานออกจากการพึ่งพาจีนมากเกินไป

แนวโน้มดังกล่าวทำให้ “การลดความเสี่ยง” มีความหมายมากขึ้น เพราะความมั่นคงของประเทศในยุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกำลังทหาร หากรวมถึงความสามารถในการเข้าถึงวัตถุดิบ พลังงาน เทคโนโลยี และระบบการผลิตที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจด้วย ออสเตรเลียจึงมีโอกาสกลายเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญสำหรับโลกตะวันตก

ในอีกด้านหนึ่ง นิวซีแลนด์มีจุดแข็งในภาคเกษตรกรรมและอาหาร โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์นม เนื้อสัตว์ และอาหารแปรรูป ตลอดจนเทคโนโลยีการเกษตรและปศุสัตว์ขั้นสูง ความสามารถดังกล่าวทำให้นิวซีแลนด์มีบทบาทต่อความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาคเอเชีย และเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือด้านเกษตรแม่นยำ เทคโนโลยีชีวภาพ และการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคเกษตร

ทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ยังมีบทบาทในระบบการค้าเสรีผ่านกรอบสำคัญอีกหลายกรอบ เปิดพื้นที่ให้ทั้งสองประเทศมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานด้านการค้า การลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา เศรษฐกิจดิจิทัล และสิ่งแวดล้อม จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตลาด แต่ยังเป็นการมีส่วนร่วมกำหนดกติกาที่เศรษฐกิจภูมิภาคจะใช้ร่วมกันในอนาคต

ภายใต้บริบทดังกล่าว การเดินทางเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ระหว่างวันที่ 17–22 ส.ค. จึงมีนัยสำคัญเกินกว่าการเยือนเพื่อกระชับความสัมพันธ์ตามปกติ เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยต้องรักษาพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่เข้มข้นขึ้น

สำหรับออสเตรเลีย ซึ่งมีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตร่วมกันครบรอบ 75 ปีในปี 2570 การเยือนครั้งนี้มุ่งต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะผ่านแผนปฏิบัติการร่วมปี 2569-2572 ซึ่งครอบคลุมการค้า การลงทุน พลังงานสะอาด วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายยังให้ความสำคัญกับการรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ อาชญากรรมออนไลน์ และเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามพรมแดน

การเยือนครั้งนี้ยังเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาท ทั้งการจับคู่ธุรกิจ การส่งเสริมการลงทุน และการเชื่อมโยงนวัตกรรม ขณะที่ความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. กับหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของออสเตรเลีย สามารถเป็นกลไกสำคัญในการนำองค์ความรู้และงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

นายคริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย เยือนโรงเก็บเครื่องบิน NZ Warbirds ที่สนามบินอาร์ดมอร์ เมืองโอ๊คแลนด์ 21 ส.ค. 2569

ส่วนความสัมพันธ์กับนิวซีแลนด์กำลังเดินหน้าเข้าสู่ระดับใหม่ โดยทั้งสองประเทศมีเป้าหมายยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในปี 2569 ซึ่งสอดคล้องกับวาระครบรอบ 70 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต โดยวางกรอบความร่วมมือ 4 ด้าน ได้แก่ การเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้าและนวัตกรรม วัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระดับประชาชน รวมถึงความร่วมมือระดับภูมิภาคและพหุภาคี

เป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์เป็น 3 เท่าภายในปี 2588 ผ่านความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นไทย – นิวซีแลนด์ ( ทีเอ็นซีเซป ) และการขยายความร่วมมือด้านเกษตรนวัตกรรม ดิจิทัล พลังงานหมุนเวียน และห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์

หากมองผ่านกรอบภูมิรัฐศาสตร์ การกระชับความสัมพันธ์กับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์จึงเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ “กระจายความเสี่ยง” ของไทย มากกว่าจะเป็นการเลือกข้างมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไทยสามารถรักษาความสัมพันธ์กับจีนในฐานะคู่ค้าสำคัญ ขณะเดียวกันก็ขยายความร่วมมือกับประเทศตะวันตกและ Middle Powers เพื่อเพิ่มทางเลือกทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และเทคโนโลยี

ผลลัพธ์สำคัญอาจเกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ กับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้าของไทย หากไทยสามารถเชื่อมวัตถุดิบต้นน้ำจากออสเตรเลียเข้ากับศักยภาพด้านการผลิตและการแปรรูปภายในประเทศ ก็จะช่วยลดความเปราะบางจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลก และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ขณะที่ความร่วมมือกับนิวซีแลนด์สามารถต่อยอด ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร การบิน และนวัตกรรมอาหาร โดยเฉพาะองค์ความรู้ด้านเกษตรแม่นยำและการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยให้สินค้าไทยสามารถรับมือกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและข้อกำหนดด้านความยั่งยืนที่เข้มงวดขึ้นในตลาดโลก

ความสำคัญของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ต่อไทยไม่ได้อยู่เพียงที่มูลค่าการค้าและการลงทุน หากยังอยู่ที่การเป็น “สะพานเชิงยุทธศาสตร์” ที่ช่วยให้ไทยเชื่อมโยงกับโลกอินโด-แปซิฟิกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ออสเตรเลียมีศักยภาพด้านความมั่นคง พลังงาน และแร่ธาตุสำคัญ ขณะที่นิวซีแลนด์มีจุดแข็งด้านอาหาร เกษตร เทคโนโลยี และทุนทางการทูต

ดังนั้น การยกระดับความสัมพันธ์กับทั้งสองประเทศจึงเป็นมากกว่าการทูตเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการวางตำแหน่งประเทศไทยให้มีทางเลือกมากขึ้นในโลกที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเข้มข้นขึ้น การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับ Middle Powers ผ่านแนวทางพหุแกนและความร่วมมือเฉพาะประเด็น จะช่วยให้ไทยสามารถรักษาผลประโยชน์ของตนเองได้โดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง

ในโลกอินโด-แปซิฟิกที่ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคงกำลังหลอมรวมเป็นเรื่องเดียวกัน การมี “เพื่อน” ที่หลากหลายจึงกลายเป็นสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ และออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์กำลังเป็นสองหุ้นส่วนสำคัญที่ไทยไม่ควรมองข้าม.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES