เมื่อพูดถึง Post-Traumatic Stress Disorder (PTSD) หลายคนมักนึกถึงผู้ที่ผ่านเหตุการณ์รุนแรงเพียงครั้งเดียว เช่น อุบัติเหตุ ภัยพิบัติ การถูกทำร้ายร่างกาย หรือเหตุการณ์ที่คุกคามชีวิต จนเกิดอาการหวาดกลัว ฝันร้าย หรือรู้สึกเหมือนเหตุการณ์นั้นย้อนกลับมาเกิดขึ้นซ้ำ
แต่ในความเป็นจริง ยังมีภาวะที่เรียกว่า Complex Post-Traumatic Stress Disorder (Complex PTSD หรือ C-PTSD) ซึ่งเกิดจากการเผชิญกับความเจ็บปวดหรือความรุนแรงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เดียว แม้ C-PTSD จะยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่กลับพบได้ไม่น้อยในผู้ที่เคยผ่านประสบ การณ์กระทบกระเทือนจิตใจเรื้อรัง
C-PTSD มักเกิดจากสถานการณ์ที่บุคคลไม่สามารถหลีกหนีได้ เช่น การถูกทำร้ายหรือถูกล่วงละเมิดในวัยเด็ก การใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวที่มีความรุนแรง การถูกควบคุมหรือทำร้ายในความสัมพันธ์ การถูกกลั่นแกล้งอย่างต่อเนื่อง หรือการเผชิญเหตุการณ์สงครามและการถูกกักขังเป็นเวลานาน
สิ่งที่แตกต่างจาก PTSD คือ บาดแผลไม่ได้เกิดจาก “เหตุการณ์” แต่เกิดจาก “สภาพแวดล้อม” ที่ทำให้บุคคลต้องใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัว ความไม่แน่นอน และความรู้สึกไม่ปลอดภัยเป็นเวลานาน จนส่งผลต่อการพัฒนาของสมอง การรับรู้อารมณ์ และวิธีมองตนเอง

ผู้ที่มี C-PTSD มักมีอาการพื้นฐานเหมือน PTSD ได้แก่ การฝันร้าย ภาพเหตุการณ์ย้อนกลับ (Flashback) การหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ และการตื่นตัวหรือระแวดระวังมากเกินไป (Hypervigilance) แต่สิ่งที่พบเพิ่มเติมคือ ปัญหาในการควบคุมอารมณ์ ความรู้สึกผิดหรือโทษตัวเองอย่างรุนแรง รวมถึงความยากลำบากในการสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับผู้อื่น
หลายคนอาจรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ไม่กล้าไว้ใจใคร หรือกลัวการถูกทอดทิ้งอยู่ตลอดเวลา ขณะที่บางคนกลับหลีกเลี่ยงการสร้างความสัมพันธ์ เพราะเชื่อว่าการเปิดใจจะนำมาซึ่งความเจ็บปวดอีกครั้ง ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้เกิดจาก “นิสัย” แต่เป็นผลจากสมองที่เรียนรู้ที่จะปกป้องตัวเองหลังเผชิญความเครียดเรื้อรัง
ในทางประสาทวิทยา เมื่อสมองต้องอยู่ในภาวะคุกคามเป็นเวลานาน ระบบประสาทที่ทำหน้าที่ตอบสนองต่ออันตรายจะทำงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะพร้อมรับมือกับภัยอยู่ตลอด แม้ปัจจุบันจะไม่มีอันตรายแล้วก็ตาม ผู้ป่วยจึงอาจตกใจง่าย นอนไม่หลับ รู้สึกตึงเครียดตลอดเวลา หรือมีอารมณ์รุนแรงกับสถานการณ์ที่คนอื่นมองว่าเป็นเรื่องเล็ก
สิ่งที่ทำให้ C-PTSD ถูกมองข้ามบ่อยครั้ง คือ ผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ว่าตนเองกำลังได้รับผลกระทบจากบาดแผลในอดีต เพราะความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมานานจนกลายเป็น “ความเคยชิน” หลายคนสามารถเรียน ทำงาน หรือใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ ความรู้สึกโดดเดี่ยว และความยากลำบากในการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น

ข่าวดีคือ C-PTSD สามารถรักษาได้ การดูแลมักอาศัยการรักษาแบบผสมผสาน ทั้งการทำจิตบำบัดและการรักษาโดยจิตแพทย์หากมีอาการร่วม เช่น โรคซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวล การบำบัดด้วย Cognitive Behavioral Therapy (CBT) ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจและปรับเปลี่ยนรูปแบบความคิดที่เกิดจากบาดแผล ขณะที่ Eye Movement Desensitization and Reprocessing (EMDR) เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยให้สมองประมวลผลความทรงจำที่ติดค้าง และลดความรุนแรงของอารมณ์ที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในอดีต
สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเยียวยาไม่ได้หมายถึงการลืมสิ่งที่เคยเกิดขึ้น แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยสามารถจดจำเหตุการณ์นั้นได้ โดยไม่ต้องใช้ชีวิตราวกับว่ามันกำลังเกิดขึ้นซ้ำในทุกวัน เมื่อได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม หลายคนสามารถกลับมารู้สึกปลอดภัยกับตัวเอง สร้างความสัมพันธ์ที่ดีและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพอีกครั้ง
เพราะบาดแผลทางใจอาจใช้เวลานานในการก่อตัว แต่ก็สามารถค่อย ๆ ฟื้นฟูได้เช่นกัน หากได้รับความเข้าใจและการรักษาที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต.
เขียนโดย : พญ.ปัทมาพร ทองสุขดี
เรียบเรียงโดย : ฐิติ ฐิติพันธุ์สรศักดิ์
โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital
โทร. 0-2589-1889 เว็บไซต์ bangkokmentalhealthhospital.com/


