ทุกวันที่ 18 สิงหาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” เพื่อรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย ผู้ทรงคำนวณคาดการณ์การเกิดสุริยุปราคาที่บ้านหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 ได้อย่างแม่นยำ

ปีนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) จัดงาน มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 15-23 สิงหาคม ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

หนึ่งในไฮไลต์ที่ไม่น่าสนใจ “โซนนิทรรศการเทิดพระเกียรติ” ที่ร้อยเรียงเรื่องราวพระอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ของสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ไทย ภายใต้แนวคิด “เส้นทางแห่งปัญญา” แบ่งเป็นโซนย่อยดังนี้

The Intelligent Science: จุดเริ่มต้นแห่งปัญญา

บอกเล่าพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเปลี่ยนความเชื่อให้กลายเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นอกจากการคำนวณสุริยุปราคาแล้ว พระองค์ยังทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ไฟฟ้า จนเกิดการนำ “สายล่อฟ้า” มาใช้ในสยามเป็นครั้งแรก ณ พระนครคีรี

ในอดีต ฟ้าผ่าเป็นภัยธรรมชาติที่สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน วัดวาอาราม และพระราชวัง ซึ่งส่วนใหญ่ก่อสร้างด้วยไม้ ไฟจากฟ้าผ่าสามารถลุกลามเป็นเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ผู้คนในยุคนั้นจึงหวาดกลัวและมองว่าเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติที่ยากจะป้องกัน แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมองปรากฏการณ์นี้ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ทรงเข้าใจธรรมชาติของไฟฟ้า และทรงเห็นว่าความรู้ดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อลดความเสียหายของสิ่งก่อสร้างได้

เมื่อทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นพระราชวังบนยอดเขา พระองค์ทรงตระหนักว่าเสาธงและสิ่งก่อสร้างในพื้นที่สูงมีความเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่า จึงทรงมีพระราชดำริให้ศึกษาวิธีป้องกันอัสนีบาต ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขาที่ทรงมีพระราชดำริให้ทำสายเหล็กหรือแถบทองเหลืองติดกับเสาลงมา เพื่อ “ชักสายฟ้า” ลงสู่พื้น และรับสั่งให้หลวงวิสุทธโยธามาตย์ไปคิดค้นทำไว้หลายแห่ง เพื่อจะได้เรียนรู้ฤทธิ์และธรรมชาติของไฟฟ้าไว้ป้องกันสิ่งของสำคัญและตึกดินต่อไป

พระราชหัตถเลขาฉบับนี้สะท้อนให้เห็นว่าพระองค์ทรงเปิดรับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จากต่างประเทศ ในยุคใกล้เคียงกับที่เบนจามิน แฟรงคลิน นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน พิสูจน์ว่าฟ้าผ่าเป็นปรากฏการณ์ทางไฟฟ้า และพัฒนา “สายล่อฟ้าแฟรงคลิน” ขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยหลักการทำงานคือติดตั้งแท่งโลหะไว้บนจุดสูงสุดของสิ่งก่อสร้าง แล้วเชื่อมต่อกับตัวนำโลหะลงสู่พื้นดิน เพื่อระบายกระแสไฟฟ้าอย่างปลอดภัยเมื่อเกิดฟ้าผ่า พระนครคีรีจึงเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของโลกมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับการก่อสร้างและพัฒนาบ้านเมืองของสยาม ภายในโซนนี้มีการจำลองสายล่อฟ้าในอดีตมาจัดแสดงให้ชมด้วย

  The Intelligent Earth: ผืนดินแห่งความยั่งยืน

พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงพลิกฟื้นผืนดินไทยอย่างยั่งยืน ด้วยพระปรีชาสามารถและพระวิริยอุตสาหะในการพัฒนาทรัพยากรดิน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ปรากฏเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศ

จากพระราชกรณียกิจดังกล่าว สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ หรือ International Union of Soil Sciences (IUSS) จึงทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” (The Humanitarian Soil Scientist) แด่พระองค์เป็นพระองค์แรกของโลก เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติคุณด้านการจัดการดินให้เป็นที่ประจักษ์โดยทั่วกัน ต่อมาองค์การสหประชาชาติ หรือ United Nations (UN) ยังได้กำหนดให้วันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ เป็น “วันดินโลก” (World Soil Day) เพื่อถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติคุณด้านการจัดการดินของพระองค์เช่นกัน

โซนนี้จัดแสดงอุปกรณ์ทรงงานจำลอง พร้อมตัวอย่างดินจริงจาก 6 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และมีการแสดง “ละครหุ่นมือ” เชิงสาธิตวิทยาศาสตร์ในธีม “ดินมีอาการได้ และดินฟื้นได้” ผ่านคลินิกหมอดิน โดยให้ตัวละครชาวบ้านเป็นตัวแทนของดินชนิดต่าง ๆ เข้ามาตรวจอาการ เช่น ดินเปรี้ยวจัด ดินทรายจัด ดินดาน และดินที่หน้าดินถูกชะล้าง ให้หมอดินตรวจวิเคราะห์และแนะนำวิธีฟื้นฟูที่เหมาะสม พร้อมเชื่อมโยงกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ แต่ละแห่ง จัดแสดงวันละ 8 รอบ ตั้งแต่เวลา 10.30 น. ไปจนถึงรอบสุดท้ายเวลา 17.30 น.

การบริหารจัดการน้ำจากฟ้านวัตกรรมฝนหลวง

ฝนเป็นหัวใจของชีวิตคนไทยมาแต่โบราณ เพราะน้ำจากฟ้าคือสิ่งหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตและเกษตรกรรม เมื่อใดที่ฝนทิ้งช่วง มนุษย์จึงพยายามสื่อสารกับฟ้าผ่านพิธีกรรมขอฝน เช่น การแห่นางแมว และบุญบั้งไฟ ซึ่งสะท้อนความผูกพันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และเป็นจุดเริ่มต้นของความพยายามที่จะทำความเข้าใจฟ้า ฝน และฤดูกาลมาช้านาน

จากความเชื่อสู่ความรู้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงพัฒนาศาสตร์ฝนหลวงด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จนเกิดเป็น “ตำราฝนหลวงพระราชทาน” ที่อธิบายขั้นตอนสำคัญไว้อย่างเป็นระบบ คือ ก่อกวน-เลี้ยงให้อ้วน-โจมตี ทรงเปลี่ยนความเชื่อเรื่องฝนแต่โบราณให้กลายเป็นองค์ความรู้ที่ช่วยเหลือประชาชนได้จริง

สืบสานมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้ง บางปีฝนอาจไม่ตกต้องตามฤดูกาล การทำฝนหลวงจึงต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้วิจัยและพัฒนา “สารฝนหลวงทางเลือก” และนวัตกรรมทางเลือกใหม่ ๆ ทั้งด้านสารฝนหลวง อากาศยาน ระบบโปรยสาร และข้อมูลสภาพอากาศให้ทำงานร่วมกัน เพื่อลดข้อจำกัด เพิ่มโอกาสในการทำฝน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ให้การช่วยเหลือประชาชนแม่นยำ ปลอดภัย และสอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ภายในโซนนี้มีเกมให้เด็ก ๆ ทดลองผสมสารเคมีทำฝนผ่านการ์ตูนแอนิเมชันสุดสนุก เพลิดเพลินและได้ความรู้ไปพร้อมกัน

The Intelligent Ocean  :จากความห่วงใยสู่การอนุรักษ์ท้องทะเล

ถ่ายทอดพระปณิธานของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงห่วงใยความเสื่อมโทรมของแนวปะการังจากการท่องเที่ยวและการทอดสมอเรือ จนเกิดโครงการ “อุทยานใต้ทะเลจุฬาภรณ์ 36” ภายใต้สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมดูแลท้องทะเล ในโซนนี้ผู้ชมงานสามารถฝึกผูกเงื่อนเชือกแบบชาวเรือ และรับของที่ระลึกเป็นพวงกุญแจจากอุปกรณ์ประมงรีไซเคิล

สีสันแห่งพรรณไม้ ภูมิปัญญาการย้อมสีธรรมชาติ

เล่าเรื่องพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงฟื้นฟูภูมิปัญญาการย้อมสีธรรมชาติผ่านมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ โดยนำพืชท้องถิ่น เช่น คราม ครั่ง แก่นขนุน มะเกลือ และเพกา มาสกัดเป็นสีย้อมเส้นไหมและผืนผ้า สะท้อนภูมิปัญญาที่สั่งสมจากรุ่นสู่รุ่น ผู้ชมงานยังสามารถร่วมเวิร์กชอปทำกระเป๋าผ้าพิมพ์ลายใบไม้จากป่าได้ในโซนนี้เก็บไปเป็นที่ระลึก

โซนนิทรรศการเทิดพระเกียรติปีนี้ จึงไม่ใช่แค่การรำลึกถึงอดีต แต่เป็นการเชื่อมโยงพระอัจฉริยภาพของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเข้ากับการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติที่จับต้องได้ เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยที่มาเยือนงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ถึงวันที่ 23 สิงหาคมนี้