ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า การประชุมล่มซ้ำซากไปแล้ว 6 ครั้งของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หรือบอร์ดกสทช. ทำให้ประชาชนคนไทยค่างรู้สึกแหนงหน่าย!

ที่สำคัญ! วิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นกำลังแปรเปลี่ยนจากเรื่อง “เกาเหลาภายใน” ขององค์กรอิสระ ไปสู่ชนวนระเบิดเวลาที่สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างที่รู้กัน…ถึงต้นเหตุของการประชุมบอร์ดกสทช.ล่มซ้ำซาก ที่ความขัดแย้งหยั่งรากลึกอยู่บนข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติและสถานะของนพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์” ประธาน กสทช.

ที่บอร์ดกสทช.หลายเสียง มองว่ามีข้อกังวลที่อาจขัดต่อข้อกฎหมาย ส่งผลให้เกิดการ “บอยคอต” ไม่เข้าร่วมประชุม เพราะเกรงกลัวว่ามติใดๆ ที่ออกมาระหว่างที่สถานะประธานยังคลุมเครือ อาจกลายเป็นโมฆะ และนำไปสู่ความรับผิดชอบทางแพ่งและอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับด้วยว่า ระหว่างที่เกมการเมืองภายในบอร์ดกุมเชิงอำนาจกันอย่างไม่ลดละ ผลกระทบแบบลูกโซ่ก็ได้แผ่ขยายวงกว้างออกไปสั่นคลอน 4 เสาหลักของประเทศอย่างรุนแรง จากวาระที่คั่งค้างการพิจารณาของบอร์ด รวม 136 เรื่อง

ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจที่ต้องหยุดชะงักและการสูญเสียโอกาสการลงทุน เพราะกสทช.คือ…ผู้ถือหลักการและจำนวนเงินมหาศาลในการอนุมัติโครงการโทรคมนาคม

เมื่อบอร์ดไม่สามารถลงมติได้ โครงการประมูลคลื่นความถี่ระลอกใหม่เพื่อรองรับเทคโนโลยีล้ำสมัยจึงต้องถูกแช่แข็ง ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่กำลังมองหาศูนย์กลางดาต้า เซ็นเตอร์ และบริการคลาวด์ ในภูมิภาคอาเซียน วงเงินลงทุนหลักแสนล้านบาทก็ต้องชะลอตัวลง ส่งผลกระทบต่อจีดีพีในภาพรวม

ไม่เพียงเท่านี้! ยังมีเรื่องของเทคโนโลยี 5 จี 6 จี และดาวเทียมที่ต้องถูกแช่แข็งตามไปด้วย ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเร่งสปีดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ประเทศไทยกลับต้องติดหล่มอยู่กับที่

การจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับกิจการดาวเทียมสื่อสาร และการวางโรดแมปมุ่งสู่เทคโนโลยี 6 จี ต้องหยุดชะงักลง แผนการขยายโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกและสถานีฐาน 5 จี ในพื้นที่ห่างไกลภายใต้กองทุน USO ก็ต้องเลื่อนออกไปอย่างไร้กำหนด

สุดท้าย! ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศ ดิ่งลงอย่างน่าใจหาย!!

ยังไม่พอ… วิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นยังมีผลต่อตลาดทุนไทยไม่น้อยเช่นกัน เพราะบรรดาหุ้นในกลุ่มไอซีที กลุ่มเทคโนโลยี ต้องเผชิญความผันผวน นักวิเคราะห์ต่างปรับลดมุมมองความเชื่อมั่น

ด้วยเพราะ…บรรดากลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี บริษัทโทรคมนาคมและค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ รวมถึงรัฐวิสาหกิจด้านการสื่อสาร ต่างตกอยู่ภายใต้ภาวะสูญญากาศทางนโยบาย ไม่สามารถเดินหน้าธุรกิจที่ชัดเจน เพราะขาดการอนุมัติใบอนุญาตหรือเกณฑ์กำกับดูแลใหม่ ๆ

ที่หนักหนาสาหัสสุด คงหนีไม่พ้นเสาของประชาชนคนไทย ที่ต้องแบกรับกรรมจากบริการที่ถอยหลังและค่าครองชีพด้านดิจิทัล อย่างเรื่องของคุณภาพสัญญาณ หรือราคา ก็จะไร้ผู้ตรวจสอบอย่างจริงจัง

ขณะที่มาตรการเยียวยาผู้บริโภค มาตรการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และซิมผี ที่ต้องอาศัยการประสานงานระดับนโยบายก็ล่าช้า ปล่อยให้คนไทยต้องเผชิญหน้ากับภัยไซเบอร์ตามลำพัง หรือต้องทนใช้บริการโทรคมนาคมที่ไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร

มาจนถึงเวลานี้ แม้ “หมอให่” จะประกาศวันประชุมบอร์ดครั้งต่อ ๆ ไปในเดือนหน้า (ก.ย.69)  อีก 7 ครั้ง ปัญหาคือ… แล้วจะมีครั้งไหน? ที่สามารถดำเนินการประชุมได้สำเร็จบ้าง เพราะต่างฝ่ายต่างมีจุดยืนที่แตกต่างกัน

หากยิ่งปล่อยให้เกิดปัญหาต่อ ๆไปเรื่อย ๆ หรือบอร์ดล่มซ้ำซากลากยาวไปอีก 6 เดือน ถึง 1 ปี ก็มีการประเมินกันว่าจะเกิดความเสียหายรวมต่อระบบเศรษฐกิจกว่า 1 แสนล้านบาทกันทีเดียว

อย่างที่บอกเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่อาจชะงักและย้ายฐาน ครงนี้ก็มีมากกว่า 50,000 ล้านบาทไปแล้ว ส่วนผลเสียที่มีต่อตลาดทุนไทย ก็ราว ๆ กว่า 30,000 ล้านบาท ขณะที่ผลกระทบที่ส่งตรงต่อเงินในกระเป๋าของประชาชนคนไทยก็มีไม่น้อยกว่า 15,000 ล้านบาท ขณะที่ผลกระทบจากภัยไซเบอร์ก็มีไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท เช่นกัน

เอาเป็นว่า ณ เวลานี้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องคงต้องเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักจะดีกว่าหรือไม่? หรืออย่างน้อยต้องหาทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้กระทบกระเทือนประเทศและประชาชนคนไทย ให้น้อยที่สุด เพราะยิ่งปล่อยเวลานานออกไปความเสียหายก็ยิ่งมีมากขึ้นเช่นกัน