ทั้งนี้ เกี่ยวกับการ “กำจัดโรคหัดในไทย” กลายเป็นหนึ่งในภารกิจสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย เพราะถึงแม้โรคติดต่อชนิดนี้ จะป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูง แต่ปัจจุบันยังคงมีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้อย่างต่อเนื่อง ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของ ข้อเสนอวัคซีนหัดเข็ม 3” ที่มีภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนเข้ามาร่วมขับเคลื่อน…

เพื่อกำจัดโรคหัดให้หมดไปจากไทย

ส่วนจะใช้แนวทางใด วิธีการอย่างไร

ต้องลองพิจารณากับข้อเสนอนี้กันดู

เกี่ยวกับ “สถานการณ์โรคหัดในประเทศไทย” นั้น ยังคงเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ เนื่องจากแม้โรคหัดจะป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน แต่ปัจจุบันยังมีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมากรมควบคุมโรคมีความพยายามจะดำเนินมาตรการเชิงรุก ด้วยการตั้งเป้าหมายเพิ่มความครอบคลุมของการ “รับวัคซีน MMR” ทั้งในเข็มที่ 1 สำหรับเด็กอายุ 9 เดือน และเข็มที่ 2 สำหรับเด็กอายุ 1 ปี 6 เดือน ตามแผนปัจจุบัน ให้ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม แม้ประชากรเด็กกลุ่มเป้าหมายกว่าร้อยละ 90 จะได้รับวัคซีนเข็มแรก แต่การได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 กลับยังต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ จนทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคหัดยังคงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จึงส่งผลให้การกำจัดโรคหัดในไทยสะดุด

นี่เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า

นอกจากนั้นยังมีอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เป้าหมายขจัดโรคหัดในไทยสะดุด คือมาจากผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบบริการสุขภาพและการเข้ารับวัคซีนพื้นฐานของประชาชน จนองค์การอนามัยโลกต้องเลื่อนเป้าหมายการกำจัดโรคหัดออกไปเป็นปี 2569 ก่อนที่จะถูกนำกลับมาขับเคลื่อนอีกครั้ง ภายใต้การทบทวนและปรับปรุงกลยุทธ์ใหม่…

เพื่ออุดช่องโหว่ภูมิคุ้มกันในประชากร

ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกดูสถิติและสถานการณ์การระบาดปัจจุบัน ข้อมูลจาก กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบว่า… ไทยยังมีรายงานผู้ป่วยโรคหัดอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ถึง 20 เม.ย. 2569 พบผู้ป่วยไข้ออกผื่นหรือสงสัยโรคหัดทั้งสิ้น 471 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ 76 ราย และเชื่อมโยงทางระบาดวิทยา 2 ราย รวมเป็น 78 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 0.12 ต่อแสนประชากร นอกจากนั้น แม้ในภาพรวมของประเทศผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี แต่อัตราส่วนผู้ป่วยเพศหญิงต่อเพศชายที่ใกล้เคียงกันคือ 1:1.05 และช่วงอายุที่กว้างตั้งแต่แรกเกิดถึง 69 ปี ซึ่งข้อมูลนี้บ่งชี้ว่า… โรคหัดไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเด็กเล็ก โดยพื้นที่ที่น่าจับตาคือ จ.เชียงราย ซึ่งมีรายงานพบผู้ป่วยต่อเนื่อง และพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน (Cluster) ถึง 5 เหตุการณ์แบ่งเป็นการระบาดในชุมชน 1 เหตุการณ์ ระบาดในโรงเรียน 2 เหตุการณ์ และในครอบครัวอีก 2 เหตุการณ์ แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ ผู้ป่วยใน จ.เชียงรายกลับพบในวัยผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไปมากกว่ากลุ่มเด็ก…

ที่สวนทางกับความเชื่อเดิมที่เคยมีมา

ที่เคยเข้าใจว่าโรคหัดเกิดแค่ในเด็ก

จากข้อมูลน่าตกใจดังกล่าวสะท้อนชัดเจนว่า… โรคหัดสามารถเกิดได้กับผู้ใหญ่ ไม่ได้เป็นเพียงโรคของเด็กเท่านั้น รวมถึงเป็นสัญญาณเตือนว่า… ประชากรกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้นอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เชื้อโรคหัดแพร่กระจายในชุมชนได้โดยไม่รู้ตัว อีกทั้งปัจจัยการเคลื่อนย้ายประชากรข้ามพรมแดน กรณีนี้ก็เป็นอีกสาเหตุอย่างมีนัยสำคัญที่ทำให้เชื้อโรคหัดแพร่กระจาย ซึ่งจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึง “จุดอ่อนในระบบภูมิคุ้มกันระดับบุคคล” และด้วยความซับซ้อนของปัญหาจึงได้เกิดโครงการวิจัย “การประเมินปรับปรุงแนวทางการให้วัคซีนหัดโดยอาศัยผลสำรวจภูมิคุ้มกันในประชากรไทย” เพื่อตอบคำถามสำคัญว่า… ภูมิคุ้มกันโรคหัดของคนไทยในแต่ละช่วงวัยเป็นอย่างไร และมีช่องว่างความเสี่ยงซ่อนอยู่ที่ใด

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ

เรื่องนี้ .นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย เผยในวันแถลงผลงานวิจัยของโครงการนี้ว่า… โรคหัดติดต่อได้ง่ายมาก แม้ไทยจะมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง และมีความครอบคลุมเข็มแรกกว่าร้อยละ 90 แต่ความครอบคลุมเข็มที่ 2 ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ร้อยละ 95 ซึ่งงานวิจัยนี้ได้ทำการสำรวจตัวอย่างเลือดประชากรทุกกลุ่มอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 80 ปี รวมจังหวัดละประมาณ 900 คน จาก 4 จังหวัดที่เป็นตัวแทนภูมิภาค ได้แก่ อุตรดิตถ์ พระนครศรีอยุธยา บุรีรัมย์ และตรัง โดยผลศึกษาระดับภูมิคุ้มกันต่ออายุพบว่า… ประชากรอายุมากกว่า 40 ปี มีภูมิสูงกว่าร้อยละ 95 จากการติดเชื้อตามธรรมชาติ ขณะที่อายุ 14-31 ปี มีระดับภูมิคุ้มกันต่ำเพียงร้อยละ 27-46 ซึ่งสอดคล้องกับสถิติระดับประเทศที่พบผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป

งานวิจัยชี้ว่าระดับภูมิคุ้มกันโรคหัดของคนไทยในปัจจุบันยังต่ำกว่าค่าระดับภูมิคุ้มกันหมู่ที่จำเป็นต่อการหยุดยั้งการแพร่เชื้อโรคหัด และที่น่าสนใจคือกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่เป็นกลุ่มที่ไวต่อการติดเชื้อสูง ซึ่งบ่งชี้ว่าการได้รับวัคซีนปกติ 2 เข็มอาจไม่เพียงพอภายใต้บริบททางระบาดวิทยาปัจจุบัน” …ศ.นพ.ยง หัวหน้าโครงการนี้ระบุถึงข้อมูลนี้

ที่นำไปสู่ “ข้อเสนอเพิ่มวัคซีนเข็มที่3

เพื่อช่วย “เพิ่มภูมิคุ้มกัน” ป้องกันโรคหัด

ส่วนข้อมูลเบื้องต้น “แผนการให้วัคซีนหัด” ซึ่งเป็นวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันโรคหัดนั้น ตามแผนปัจจุบันคือ เข็มที่ 1 จะฉีดในเด็กไทยทุกคนเมื่ออายุ 9 เดือน และเข็มที่ 2 ฉีดในเด็กไทยทุกคนเมื่ออายุ 1 ปี 6 เดือน เพื่อลดอัตราการเจ็บป่วยเสียชีวิตจากโรคหัด อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของงานวิจัยภายใต้โครงการนี้กลับสะท้อนให้เห็น “ช่องว่างภูมิคุ้มกันโรคหัดในประชากรไทย” และ “สถานการณ์ของโรคหัดในปัจจุบันที่เปลี่ยนไป” จนนำไปสู่ข้อเสนอสำคัญจากงานวิจัยนี้ นั่นก็คือ พิจารณาให้วัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มที่ 3 ในประชากรอายุ 10-40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่พบช่องว่างภูมิคุ้มกันมากที่สุด รวมถึง บูรณาการเข้ากับระบบวัคซีนในวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ เช่น ในสถานศึกษา มหาวิทยาลัย สถานประกอบการ โดย ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์รองผู้อำนวยการ สวรส. เสนอแนะไว้ว่า…

ระหว่างรอการตัดสินใจเชิงนโยบายเรื่องวัคซีนเข็มที่ 3 สิ่งที่ทำควบคู่กันไปได้ก่อนคือการเพิ่มความครอบคลุมของวัคซีนปกติ โดยเฉพาะวัคซีนเข็มที่2รวมถึงการฉีดกระตุ้นแบบมุ่งเป้าในกลุ่ม หรือพื้นที่ที่ความครอบคลุมต่ำ” …เป็นข้อเสนอจากรองผู้อำนวยการ สวรส. เพื่อให้ “แผนกำจัดโรคหัดจากไทย” ให้ได้ตามเป้าหมายที่องค์การอนามัยโลกตั้งไว้…

ไม่สะดุดหรือมีช่องว่างภูมิคุ้มกันระหว่างนี้

ระหว่างที่รอตัดสินใจเดินหน้า “วัคซีนเข็ม 3”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์