ทั้งนี้ แง่มุมวิชาการที่สะท้อนเรื่องนี้ ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อ ณ ที่นี้นั้น มาจากรายงานที่มีชื่อหัวข้อว่า… “การกราดยิงในประเทศไทย : มายาคติกับภัยเงียบที่คืบคลาน” โดย กุศลิน จีรสินกุล และ รศ.ดร.อุนิษา เลิศโตมรสกุล ที่ได้ชวนให้สังคมไทยร่วมกันมองย้อนกลับไปพิจารณาถึงเหตุกราดยิงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ผ่านความพยายามที่จะมองเหตุความรุนแรงรูปแบบนี้

ด้วยการพิจารณามองปัญหานี้ในทุก ๆ มิติ

เพื่อค้นหา “คีย์เมสเสจ” จาก “เหตุกราดยิง”

สำหรับบทความวิจัยดังกล่าว ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ลงใน วารสารสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และการบริหารสังคม ปีที่ 33 ฉบับที่ 1 มกราคมมิถุนายน 2568 ได้ตั้งคำถามสำคัญไว้ว่า… สังคมไทยเข้าใจเหตุกราดยิงอย่างรอบด้านแล้วหรือยัง? หรือแท้จริงแล้วเป็นเพราะเรากำลังปล่อยให้ความรุนแรงรูปแบบใหม่คืบคลานอยู่ในชีวิตประจำวัน และสังคมไทยกำลังถูกหลอกตาด้วยตัวเลขของการก่อเหตุลักษณะนี้อยู่หรือไม่? เป็นคำถามที่งานวิจัยนี้ชวนให้สังคมร่วมคิดต่อ และยังชวนให้ตั้งคำถามอีกว่า… หรือสังคมกำลังถูกตัวเลขหลอกตา จนมองข้ามประเด็นที่อยู่เบื้องหลังเหตุร้ายรูปแบบนี้ เนื่องจากถ้าหากพิจารณา “ตามเกณฑ์มาตรฐานสากล” ของคำว่า… เหตุกราดยิง” มีการให้นิยามว่า… ต้องเกิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะ มีผู้เสียชีวิตตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป โดยไม่นับรวมผู้ก่อเหตุ ซึ่งถ้าใช้เกณฑ์นี้มาจับ ช่วงระหว่างปี 2563-2566 มีเพียง “เหตุกราดยิงโคราช” เท่านั้น

ที่มีลักษณะวิธีการก่อเหตุที่เข้าเกณฑ์นี้

อย่างไรก็ดี เมื่อตัดเงื่อนไขจำนวนผู้เสียชีวิตออก และพิจารณาจากลักษณะการใช้อาวุธปืนสุ่มยิงในพื้นที่สาธารณะ ข้อมูลในงานวิจัยพบว่า… ในช่วงเวลาที่ศึกษานั้น ประเทศไทยมีเหตุในลักษณะดังกล่าวรวม 16 ครั้ง!!… โดยงานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่า… กรณีนี้อาจสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่าง “นิยามทางวิชาการ” กับ “ความรู้สึกไม่ปลอดภัยของสังคม” ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่น่ากังวล เพราะแม้บางเหตุการณ์จะไม่เข้าเกณฑ์สากล แต่ก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คน หรือทำให้ผู้คนหวาดกลัวพื้นที่สาธารณะ จนกลายเป็น “ความรู้สึกหวาดระแวง” ว่า…เหตุรุนแรงแบบนี้อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ดังนั้นสิ่งที่งานวิจัยนี้ต้องการก็คือทำให้เหตุกราดยิงไม่ถูกมองเป็นเพียงข่าวอาชญากรรมรายครั้ง และเป็นเหตุผลที่งานวิจัยนี้เรียก “เหตุกราดยิงในไทย” ว่า… ภัยเงียบ”

จากการที่ “สัญญาณเตือนล่วงหน้า” ที่มีนั้น

ถูกมองข้ามจนนำไปสู่วันที่ทุกอย่างสายไป!

ทางผู้วิจัยได้กล่าวไว้ในรายงานฉบับนี้ว่า… หัวใจสำคัญของรายงานนี้คือใช้ทฤษฎีต่าง ๆ นำมาประกอบกับการวิเคราะห์ อาทิ “ทฤษฎีสะสมความเครียด” ของ Jack Levin และ Eric Madfis ที่สามารถจะอธิบายได้ว่า… ก่อนนำไปสู่เหตุกราดยิง” มักจะประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอนสำคัญ” ได้แก่… ขั้นตอนแรก “ขั้นประสบความเครียดเรื้อรัง หรือ Chronic Strain ส่วนใหญ่ผู้ก่อเหตุมักเผชิญปัญหาและความกดดันสะสมเป็นระยะเวลานาน เช่น ถูกกลั่นแกล้ง หรือมีความขัดแย้งกับคนรอบข้าง จนเป็นความเครียดฝังลึกที่ไม่สามารถหาทางระบายออกได้, ขั้นตอนที่สอง “ขั้นไม่สามารถควบคุมความเครียดได้” หรือ Uncontrolled Strain ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้ก่อเหตุขาดระบบสนับสนุนทางสังคม ขาดคนใกล้ชิด ครอบครัว หรือเพื่อนที่จะให้คำปรึกษา จนนำไปสู่การเบี่ยงเบนทางพฤติกรรม, ขั้นตอนที่สาม “ขั้นถูกกดดันอย่างเฉียบพลัน” หรือ Acute Strain เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้าย ที่เข้ามาเร่งความเครียดให้ทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น โดนไล่ออกจากงาน สูญเสียเงิน สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ซึ่งตัวกระตุ้นนี้จะทำให้ผู้ก่อเหตุรู้สึก.. ชีวิตหมดความหมาย จนพร้อมก้าวสู่การก่ออาชญากรรมรุนแรง

ขั้นตอนที่สี่ “ขั้นการวางแผน” หรือ The Planning Stage ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่า… เหตุกราดยิงไม่ได้เกิดขึ้นจากแค่อารมณ์ชั่ววูบ แต่ผ่านการคิดไตร่ตรองและวางแผนอย่างเป็นเหตุเป็นผลมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจใช้เวลาเป็นวัน เดือน หรือปี ในการเลือกเป้าหมายและจัดหาอาวุธ ขณะที่ขั้นตอนที่ห้าซึ่งเป็นลำดับสุดท้ายคือ “ขั้นการสังหารหมู่” หรือ The Massacre ที่จะต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุน เช่น ความสามารถในการเข้าถึงอาวุธปืนที่มีประสิทธิภาพสูง รวมถึงการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะที่มีฝูงชนแออัด เพื่อสร้างสถิติเหยื่อให้ได้มากที่สุด …ทั้งหมดนี้เป็น 5 ขั้นตอนสำคัญ” ตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงการก่อเหตุ ที่มีการอธิบายไว้ในงานวิจัยนี้โดยมีหลักทฤษฎีรองรับ เพื่อชี้ว่า…เหตุร้ายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด แต่มี “ระยะเวลาก่อตัว” ทว่าปัญหาก็คือแม้จะมีสัญญาณเตือนล่วงหน้าแสดงออกมา แต่มักถูกคนรอบข้าง “มองข้าม เพิกเฉย ไม่ได้สนใจ” ซึ่งรวมถึง…

การที่ไม่มีระบบป้องกัน” นี่ก็เป็นอีกปัญหา

งานวิจัยฉบับนี้ยังสะท้อนความกังวลถึง “พฤติกรรมเลียนแบบ” ว่า… ไม่สามารถมองข้ามเรื่องนี้ได้ เนื่องจากการนำเสนอผู้ก่อเหตุในลักษณะที่ให้พื้นที่หรือรายละเอียดมากเกินไป อาจทำให้บางคนรับรู้ผู้ก่อเหตุในเชิงยกย่องหรือมองเป็นแบบอย่างของการตอบโต้ความอยุติธรรมด้วยความรุนแรง จนกระตุ้นให้เกิดการเลียนแบบได้ ซึ่งการตัดวงจรนี้ สื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญ โดยสื่อมวลชนควรหลีกเลี่ยงการนำเสนอข่าวที่ลงรายละเอียดประวัติส่วนตัว รูปภาพ หรือแรงจูงใจผู้ก่อเหตุเกินความจำเป็น แต่ควรมุ่งนำเสนอเหตุการณ์ในฐานะ “พฤติกรรมที่สมควรได้รับการประณาม” ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดแรงจูงใจของผู้ที่อาจคิดก่อเหตุในอนาคตได้

ขณะที่ “แนวทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืน” นั้น ในรายงานของ กุศลิน จีรสินกุล และ รศ.ดร.อุนิษา เลิศโตมรสกุล ได้เสนอทางออกของปัญหานี้ว่า… การแก้ไขปัญหาเหตุกราดยิงควรถูกยกระดับเป็นประเด็นเชิงนโยบายที่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังจาก 3 ภาคส่วนหลัก เริ่มจาก “ภาคประชาชน” โดยครอบครัวและชุมชนต้องเป็นเกราะป้องกันแรกด้วยการสอดส่องดูแลสังเกตพฤติกรรมสมาชิกในครอบครัวด หากพบสัญญาณหรือความคิดเบี่ยงเบนรุนแรง ต้องเร่งช่วยเหลือทางจิตวิทยาและขัดขวางไม่ให้เข้าถึงอาวุธปืน, ภาคเอกชน” ควรจัดทำแนวปฏิบัติการรายงานข่าวอาชญากรรมรุนแรงร่วมกัน โดยปฏิเสธการเสนอข่าวเร้าอารมณ์ หลีกเลี่ยงการสัมภาษณ์เจาะลึกประวัติผู้ก่อเหตุ และขณะเดียวกันผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียควรมีกลไกติดตาม ตรวจสอบ และลดการเผยแพร่เนื้อหายกย่องผู้ก่อเหตุอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

และสุดท้าย “ภาครัฐ” หน่วยงานความมั่นคง ควรพัฒนาการจัดเก็บสถิติคดีอาญาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยแยกหมวดหมู่เหตุกราดยิงออกจากคดีฆาตกรรมทั่วไปเพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และ พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินแบบเรียลไทม์…นี่เป็นข้อเสนอแนะผ่านมุมวิชาการที่ “ศึกษาเหตุกราดยิงในไทย” ที่ชี้ว่า..เหตุร้ายนี้มีขั้นตอนการเกิด

คำถามคือนอกจากต้องล้อมคอกเด็ดขาดแล้ว

วันนี้ไทยมี… “อะไรใช้รับมือหรือป้องกันบ้าง?”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์