เกมแรกในศึกพรีเมียร์ ลีก เราได้เห็นทีมเล็ก อัดทีมใหญ่ไปหลายนัด เช่นเดียวกันทีมใหญ่บางทีมก็ยังสามารถรักษาฟอร์มอันยอดเยี่ยมไว้ได้ ทว่า ลิเวอร์พูล กลับเป็นหนึ่งทีมที่ยังหาสมดุลของ ‘จุดยุทธศาสตร์’ ในตัวเองยังไม่ได้ แม้จะหมุนเวียนผู้เล่นถึง 3 คนในเกมที่บุกไปเยือน นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ที่เซนต์ เจมส์ ปาร์ค ก่อนจบด้วยสกอร์ 2-2
สิ่งที่เห็นได้ชัดในเกมนี้คือ โดมินิก โซโบซไล และ ไรอัน กราเฟนแบร์ก เหมือนจะยังไม่สามารถสอดประสานกันอย่างลงตัวได้ โดยเฉพาะ กราเฟนแบร์ก ที่ถึงแม้ในแผน จะยืนเป็นมิดฟิลด์เบอร์ 6 แต่พอเล่นจริงดันลอยสูงยิ่งกว่า “โซโบ” ที่เล่นเป็นกึ่งเบอร์ 8 เสียอีก
การขึ้นไปเสียบอลหน้ากรอบเขตโทษ “สาลิกาดง” ก่อนโดนสวนกลับมาจนเป็นประตูถึง 2 หน บอกอะไรได้เยอะ เพราะการเป็นกองกลางเบอร์ 6 หรือตัวคุมจังหวะเกม บางทีต้องอยู่อย่างถูกที่ถูกเวลา การขึ้นสูงเกินไปแบบไม่จำเป็น นั่นเป็นสิ่งที่กองกลางชั้นยอดไม่มีใครทำ ที่น่าแปลกใจกว่า อาจเป็นเพราะนี่เป็นฤดูกาลที่ 3 แล้วที่แข้งชาวดัตช์ ลงเล่นในตำแหน่งนี้ และปีที่ดีที่สุดกลับเป็นฤดูกาลแรกที่ อาร์เนอ ชล็อต เข้ามาคุมทีม
แม้ อันโดนี อิราโอลา จะบอกหลังเกมกับ นิวคาสเซิล ว่า ทีมของเขาไม่จำเป็นต้องซื้อแข้งหมายเลข 6 ธรรมชาติ เข้ามาเสริมทีมในตอนนี้ เพราะสามารถแก้ไขจากการปรับแก้ได้ โดย อิราโอลา เชื่อว่า กองกลางที่มีอยู่ตอนนี้มีศักยภาพเพียงพอที่จะทำตามแท็กติก ‘การคุมจังหวะ’ และ ‘ตัดเกมคู่แข่ง’ แบบที่เขาต้องการได้
ทว่า การมีกองกลางตัวรับขนานแท้ ผู้เพียบพร้อมไปด้วย ทักษะการคุมเกม และชั้นเชิง รวมไปถึง การอยู่ถูกที่เมื่อต้องตัดเกมคู่แข่งไม่ว่าจะเป็นการดักบอล หรือทำฟาวล์ก็ตาม จะเห็นได้ว่าทีมที่ประสบความสำเร็จมักมีนักเตะแบบนี้อยู่ เช่น อาร์เซนอล ชุดแชมป์ลีก ที่มี เดแคลน ไรซ์, โรดรี ตอนที่พา แมนฯ ซิตี คว้า 3 แชมป์สุดยิ่งใหญ่ หรือแม้กระทั่ง ฟาบินโญ ในยุค เจอร์เกน คลอปป์ ก็ทำได้ดี จนสามารถคว้า 2 แชมป์เมเจอร์
สิ่งเหล่านี้มันตอกย้ำว่า แค่แก้ปัญหาอย่างเดียวคงไม่พอ แต่ ‘จุดยุทธศาสตร์’แห่งนี้ ควรมียอดนักเตะมาประทับลง เพื่อยกระดับให้การเล่นของทีมสูงมากยิ่งขึ้น หากหวังจะต่อกรกับยอดทีมทั้งในลีกและในยุโรป ซึ่งในตำแหน่งหมายเลข 6 นี้ก็เต็มไปด้วยยอดแข้งทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับ อิราโอลา แล้วว่า สิ่งที่เจ้าตัวบอกว่าจะปรับแก้ มันจะดีพอให้เปลี่ยนกลายเป็นความยิ่งใหญ่ในอนาคตได้หรือไม่



