ท่ามกลางสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ยังมีคนชราอีกไม่น้อยที่กำลังเผชิญกับความเปราะบางอย่างเงียบงัน ทั้งไร้ครอบครัว ไร้ที่พึ่ง ไร้สัญชาติ และเข้าไม่ถึงหลักประกันทางสังคม

เรื่องราวของ “เหล่าซือฟุ้งฉิน แซ่เจ้า” อดีตครูสอนภาษาจีนวัย 90 ปี คือภาพสะท้อนหนึ่งของชีวิตผู้สูงวัยที่ถูกทิ้งไว้ชายขอบของระบบสวัสดิการ และในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องราวที่ทำให้เห็นพลังของ “เมตตา” ซึ่งสามารถก้าวข้ามกำแพงเชื้อชาติ สัญชาติ และศาสนาได้อย่างงดงาม

ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา เหล่าซือฟุ้งฉิน เคยทำหน้าที่เป็นครูสอนภาษาจีนในโบสถ์คริสต์ ถ่ายทอดทั้งความรู้ด้านภาษาและหลักคิดในการดำเนินชีวิตแก่ลูกศิษย์จำนวนมาก แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป จากผู้เคยเป็น “ผู้ให้” กลับกลายเป็นผู้ที่ต้องรอรับความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง

เหล่าซือไม่มีญาติพี่น้องคอยดูแลในประเทศไทย และยังเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย จึงไม่ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการจากรัฐเช่นเดียวกับผู้สูงอายุทั่วไป

เมื่อเกิดอุบัติเหตุหกล้มและมีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง ร่างกายที่เคยแข็งแรงเริ่มไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ คนในละแวกที่พัก รวมถึงพนักงานอพาร์ตเมนต์ย่านราชเทวี กรุงเทพมหานคร ต่างเข้ามาช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ ทั้งป้อนข้าว ป้อนน้ำ ทำความสะอาดร่างกาย และจัดหาอาหารให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

แต่ความช่วยเหลือเหล่านั้นยังมีข้อจำกัด เพราะในยามค่ำคืนไม่มีผู้ดูแล และเมื่ออาการของเหล่าซือทรุดหนักขึ้น คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า หากวันหนึ่งไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้อีกแล้ว ชีวิตของชายชราผู้ไร้ญาติและไร้สวัสดิการจะเดินทางไปสิ้นสุดที่ใด

คำตอบพาเหล่าซือฟุ้งฉิน เดินทางจากกรุงเทพมหานคร สู่ วัดป่าโนนสะอาด อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา

สถานที่แห่งนี้ไม่ได้ถูกเลือกเพียงเพราะสามารถจัดหาอาหาร ที่พัก และการดูแลสุขอนามัยให้กับผู้ป่วย หากแต่เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยคนหนึ่งได้ใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตอย่างมีความหมาย

พระอาจารย์แสนปราชญ์ ปัญญาคโม เจ้าอาวาสวัดป่าโนนสะอาด มีแนวทางดูแลผู้ป่วยยากไร้และผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยเน้นการดูแลแบบประคับประคอง ทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ

แม้เหล่าซือฟุ้งฉิน จะมีรากฐานความเชื่อในศาสนาคริสต์ แต่ความแตกต่างดังกล่าวไม่ได้กลายเป็นกำแพง เพราะหัวใจสำคัญของการดูแลคือการเคารพในความเป็นมนุษย์และความเชื่อของแต่ละบุคคล

ที่วัดแห่งนี้ เหล่าซือสามารถใช้ชีวิตท่ามกลางบรรยากาศของพระพุทธศาสนา ร่วมทำบุญ ตักบาตร สวดมนต์ หรือสนทนาแลกเปลี่ยนธรรมะ ขณะเดียวกันทางวัดก็เคารพต่อพิธีกรรมและความเชื่อดั้งเดิมของผู้ป่วย

สำหรับวัดป่าโนนสะอาด การรับเหล่าซือเข้ามาดูแลจึงไม่ได้หมายถึงการรับ “ผู้ป่วยไร้ญาติ” เข้ามาเป็นภาระ หากแต่เป็นการต้อนรับ “ครู” คนหนึ่งเข้ามาในชุมชน

พระอาจารย์แสนปราชญ์มองว่า ผู้สูงวัยที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะผู้ที่เคยเป็นครู ย่อมมีบทเรียนชีวิตมากมายที่สามารถส่งต่อให้คนรุ่นหลังได้

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับโครงการ “อาจารย์ใหญ่ทางจิตวิญญาณ” ของวัด ซึ่งมองผู้ป่วยระยะสุดท้ายในอีกมิติหนึ่ง ไม่ใช่เพียงผู้ที่กำลังรอความตาย แต่เป็นผู้ที่สามารถสอนธรรมะผ่านชีวิต ความเจ็บป่วย การพลัดพราก และการเผชิญหน้ากับความตาย

ที่ผ่านมา วัดป่าโนนสะอาดเคยให้การดูแลผู้ป่วยต่างชาติและต่างศาสนา ทั้งชาวเกาหลี ชาวจีน และชาวเยอรมัน โดยความแตกต่างทางศาสนาไม่ใช่อุปสรรคในการดูแล เพราะหลักการสำคัญคือการเคารพในตัวบุคคลและความปรารถนาของผู้ป่วย

นอกจากความเจ็บป่วยทางกาย เหล่าซือฟุ้งฉิน ยังมีบาดแผลทางจิตใจจากประสบการณ์ชีวิต ทั้งการถูกครอบครัวทอดทิ้งและเหตุการณ์ที่เคยถูกทำร้าย จนกลายเป็นความหวาดระแวงต่อผู้คนและโลกภายนอก

การมาอยู่ที่วัดจึงไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนสถานที่พักเพียงอย่างเดียว แต่เป็นโอกาสที่จะได้เริ่มต้นกระบวนการเยียวยาจิตใจอีกครั้ง

การเจริญจิตภาวนา การทำสมาธิ และการฝึกสติ ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแล เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยค่อย ๆ กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ลดความหวาดกลัว และค้นหาความสงบภายในก่อนถึงวาระสุดท้าย

ในอีกด้านหนึ่ง การดูแลลักษณะนี้ยังช่วยเปลี่ยนความหมายของ “การตาย” จากสิ่งที่ต้องหวาดกลัว ให้กลายเป็นกระบวนการหนึ่งของชีวิตที่สามารถเตรียมตัวและทำความเข้าใจได้

หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการดูแลเหล่าซือ คือการพูดคุยถึงความต้องการในระยะท้ายของชีวิตอย่างชัดเจน

ทางวัดได้อธิบายแนวทางการดูแลแบบประคับประคองแก่เหล่าซือเป็นภาษาจีน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยเข้าใจและสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง พร้อมจัดทำพินัยกรรมชีวิตและแผนการดูแลล่วงหน้า หรือ Advance Care Planning (ACP) ทั้งภาษาไทยและภาษาจีน

เจตนารมณ์ดังกล่าวคือ เมื่อถึงระยะสุดท้าย จะไม่ใช้มาตรการยื้อชีวิตที่ผู้ป่วยไม่ต้องการ โดยมีการวางแผนล่วงหน้าว่าจะไม่ปั๊มหัวใจ ไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ และไม่เจาะคอ เพื่อให้กระบวนการจากไปเป็นไปตามธรรมชาติและสอดคล้องกับความต้องการของเจ้าตัว

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “จะรักษาอย่างไร” แต่ยังต้องถามว่า “เจ้าของชีวิตต้องการให้ช่วงสุดท้ายของชีวิตเป็นอย่างไร”

เบื้องหลังการเดินทางของเหล่าซือมายังวัดป่าโนนสะอาด ยังมีผู้คนธรรมดาอีกหลายคนที่ไม่เคยทอดทิ้งชายชราคนหนึ่ง แม้ไม่มีความผูกพันทางสายเลือด

นางอรุณี พงษ์พูล เจ้าของอพาร์ตเมนต์ย่านราชเทวี พร้อมด้วยนางอรสุดา ถนอมศักดิ์ และนางมณฑลี อัครชัย คือกลุ่มคนที่ร่วมดูแลเหล่าซือมาเป็นเวลาหลายปี ตั้งแต่วันที่ชายชราคนหนึ่งยังพอช่วยเหลือตัวเองได้ จนถึงวันที่ต้องการความช่วยเหลือแทบทุกด้าน

พวกเขาอาจไม่ได้เป็นครอบครัวตามนิยามของสายเลือด แต่การป้อนข้าว ป้อนน้ำ เช็ดตัว ดูแลเรื่องอาหารและที่พัก ล้วนเป็นการแสดงออกถึงความผูกพันในรูปแบบหนึ่ง

และเมื่อไม่สามารถดูแลต่อได้เพียงลำพัง การค้นหาสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับชีวิตในช่วงสุดท้ายจึงกลายเป็นความรับผิดชอบที่ทุกคนร่วมกันแบกรับ

เรื่องราวของเหล่าซือฟุ้งฉิน อาจเป็นเพียงหนึ่งชีวิตท่ามกลางผู้สูงวัยอีกจำนวนมากที่กำลังเผชิญความโดดเดี่ยว แต่กลับสะท้อนคำถามใหญ่ของสังคมไทยได้อย่างชัดเจน

เมื่อประเทศไทยมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรามีระบบรองรับคนชราที่ไม่มีญาติ ไม่มีบ้าน ไม่มีสัญชาติ หรือเข้าไม่ถึงสวัสดิการเพียงพอแล้วหรือยัง

และเมื่อคนคนหนึ่งไม่สามารถทำงาน ไม่สามารถดูแลตัวเอง และไม่มีครอบครัวให้พึ่งพา สิ่งที่เขาควรได้รับในช่วงสุดท้ายของชีวิตควรเป็นเพียง “การสงเคราะห์” หรือควรเป็น “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ที่ทุกคนพึงได้รับอย่างเท่าเทียม

ภายใต้ร่มเงาของวัดป่าโนนสะอาด เหล่าซือฟุ้งฉินจึงไม่ได้เป็นเพียงชายชราวัย 90 ปีที่กำลังเดินทางเข้าสู่ปลายชีวิต

แต่เป็นเสมือน “อาจารย์ใหญ่ทางจิตวิญญาณ” ที่กำลังสอนบทเรียนสำคัญแก่สังคมว่า ชีวิตมนุษย์ไม่ควรถูกตัดสินด้วยเชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา ฐานะ หรือการมีครอบครัวหรือไม่

เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่คนคนหนึ่งต้องการในวาระสุดท้าย อาจไม่ใช่การยื้อชีวิตให้นานที่สุด

หากคือการได้รู้ว่า ยังมีใครสักคนมองเห็นคุณค่าของชีวิตเขา และพร้อมจะอยู่เคียงข้างจนถึงลมหายใจสุดท้าย

นี่อาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำว่า “เมตตาไร้พรมแดน”
……………………………………….
คอลัมน์ “เรื่องราวดีๆ ของสังคม”
โดย “เสือสมุทร”
ข้อมูล-ภาพ “กัมปนาท ฉายผาด” ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ จ.นครราชสีมา
อ่านเรื่องราวดีๆ ของสังคม ได้ที่นี่..