นายทาคุ อูเอโนะ ซื้อเนื้อวัวจากสหรัฐ น้ำมันมะกอกจากสเปน และมะเขือเทศจากอิตาลี เพื่อนำมาวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตของเขาทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว แต่ในช่วงที่ผ่านมา ราคาสินค้านำเข้าเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้นเกือบทุกวัน เนื่องจากเงินเยนยังคงอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง
ญี่ปุ่นประสบปัญหาเงินเยนอ่อนค่ามาอย่างยาวนาน แม้ทางการจะเข้าแทรกแซงตลาดเงินในปี 2565, 2567 และ 2569 ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนยังคงเผชิญแรงกดดัน แม้สหรัฐและญี่ปุ่นร่วมกันเข้าแทรกแซงตลาดด้วยการซื้อเงินเยน เมื่อเดือน ก.ค. และ ส.ค. ที่ผ่านมา
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้อูเอโนะ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัททาคาระ เอ็มซี ซึ่งดำเนินกิจการซูเปอร์มาร์เก็ต 43 แห่ง รวมถึงผู้บริหารบริษัทอื่น ๆ ทั่วญี่ปุ่น เริ่มหมดความอดทน และพยายามหาวิธีป้องกันความเสี่ยงจากการอ่อนค่าของเงินเยนที่อาจเกิดขึ้นอีก
สำหรับอูเอโนะ เขาผลักดันให้บริษัททำสัญญาซื้อขายโดยตรงและระยะยาวกับซัพพลายเออร์ต่างประเทศ เพื่อกำหนดราคาสินค้าและอัตราแลกเปลี่ยนให้คงที่ได้นานถึงหนึ่งปี ซึ่งจะช่วยให้บริษัทหลีกเลี่ยงการปรับขึ้นราคาสินค้าเร็วเกินไป อันอาจส่งผลให้สูญเสียลูกค้า
ด้านนักการธนาคารกล่าวว่า ผู้บริหารบริษัทหลายรายหันมาใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น สัญญาซื้อขายเงินตราล่วงหน้าแบบมาตรฐาน สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบนอกตลาด และสัญญาสิทธิ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเยนอ่อนค่า เนื่องจากทางการญี่ปุ่นยังประสบปัญหาในการหาแนวทางใหม่ เพื่อรักษาเสถียรภาพหรือผลักดันให้เงินเยนกลับมาแข็งค่าขึ้น
ขณะที่บริษัทขนาดเล็กมักหลีกเลี่ยงการใช้ตราสารทางการเงินเหล่านี้มาโดยตลอด โดยเลือกแบกรับต้นทุนจากราคาสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยแทน แต่ในปัจจุบัน แรงกดดันด้านต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นจนยากที่จะปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่ดำเนินมาตรการใด ๆ
อย่างไรก็ตาม การทำธุรกรรมในตลาดที่เงินเยนกลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่ามากที่สุดในกลุ่ม “จี10” (G10) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมที่ร่วมมือกันด้านระบบการเงินโลก ภายใต้ข้อตกลงการกู้ยืมทั่วไป ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเงินเยนอ่อนค่าลงมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินเยนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง คืออัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำของญี่ปุ่น ประกอบกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างล่าช้าของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ขณะเดียวกัน ภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำญี่ปุ่น นักลงทุนยังมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับภาระหนี้สาธารณะของประเทศ
เงินเยนของญี่ปุ่นอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา โดยเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 164 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่ทางการจะเข้าแทรกแซงตลาด และล่าสุดเงินเยนซื้อขายอยู่ที่ระดับประมาณ 159 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ
แม้การอ่อนค่าของเงินเยนจะยังเป็นผลดีต่อภาคการส่งออกและบริษัทที่มีรายได้จากต่างประเทศ เนื่องจากช่วยให้สินค้าและบริการของญี่ปุ่นยังสามารถแข่งขันได้ และทำให้ผลประกอบการทางการเงินดูดีขึ้นเมื่อแปลงรายได้กลับมาเป็นเงินเยน แต่บริษัทเหล่านี้ก็เริ่มต้องการความมีเสถียรภาพมากขึ้น เนื่องจากผู้นำเข้ากำลังเผชิญความยากลำบากในการแบกรับผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ นายนามาโตะ นางาฮามะ หัวหน้าฝ่ายซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศระดับโลกของแบงก์ ออฟ อเมริกา ในกรุงโตเกียว กล่าวว่า ผู้ส่งออกกำลังพิจารณาใช้มาตรการป้องกันความเสี่ยงจากการแข็งค่าของเงินเยน เพื่อรักษาผลกำไรจากรายได้ในต่างประเทศ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้อย่างชัดเจนว่าเงินเยนจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ ยังคงเห็นเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ละระดับราคาจะถูกเรียกว่าเป็น “ระดับสำคัญ” ก็ตาม.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



