ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่จุดสุ่มเสี่ยงทางการเมืองที่เปราะบางที่สุดอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะประชาชนโหยหาความขัดแย้ง แต่เกิดจากการสะสมพลังงานความกล้ำกลืนฝืนทนต่ออำนาจรัฐที่ไร้ความชอบธรรม

เมื่อกลไกตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา ตลอดจนองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญถูกยึดครองจนหมดสิ้น จนความยุติธรรมกลายเป็นสิ่งเลือกปฏิบัติ สภาพการณ์ในปัจจุบันจึงกลายเป็น “ห้องอบแก๊สทางการเมือง” ที่รอเพียงชนวนจุดระเบิดเท่านั้น

1. เมื่อความทุจริตกลายเป็นโครงสร้าง และความยุติธรรมถูกเลือกปฏิบัติ

ภาพความล้มเหลวของรัฐบาลและองค์กรอิสระ สะท้อนผ่านปรากฏการณ์ฉ้อฉลที่หยั่งรากลึกในทุกระดับ:

  • การบิดเบือนระบบเลือกตั้ง: ข้อสงสัยเรื่องการทุจริตบล็อกโหวตและการฮั้วเลือก สว. นำไปสู่การได้มาซึ่งองค์กรอิสระที่ไม่อิสระจริง ในขณะที่กระบวนการเลือกตั้ง สส. ก็เต็มไปด้วยการทุจริตและการใช้ทุนสีเทาอย่างแพร่หลาย
  • การออกแบบบัตรเลือกตั้ง สส. ที่พิสดาร: คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกแบบบัตรเลือกตั้งโดยระบุเอกลักษณ์ด้วย QR Code และบาร์โค้ด ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกำหนดให้บัตรแต่ละใบมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกัน นับเป็นการทำลายหลักการลงคะแนนลับโดยสิ้นเชิง
  • การทุจริตในทุกระดับชั้น: เกิดการทุจริตครั้งใหญ่ในแวดวงราชการโดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย เช่น การติดสินบนสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่น รวมทั้งข้อกังขาเรื่องความโปร่งใสในโครงการ TH AI พาสปอร์ต
  • สองมาตรฐานเชิงโครงสร้าง: มีการละเว้นและเลือกปฏิบัติอย่างเห็นได้ชัดในคดีที่ดินเขากระโดงและคดีสนามกอล์ฟอัลไพน์ ตลอดจนการปกป้องการกระทำความผิดของคนในครอบครัวและน้องชายของผู้มีอำนาจ  ในทางกลับกัน ประชาชนทั่วไป ฝ่ายค้าน หรือฝ่ายตรวจสอบที่ออกมาเปิดโปงข้อเท็จจริง กลับถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาด
  • วิกฤตปากท้องและความมั่นคง: ประชาชนต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจตึงเครียด การค้าขายฝืดเคือง ข้าวของราคาแพง มีการกักตุนน้ำมันโดยไม่มีการลงโทษเอาผิด เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงและโอกาสในการประกอบอาชีพแตกต่างกันอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดถี่ขึ้น ควบคู่ไปกับปัญหาความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พม่า และความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้
  • ความสิ้นหวังต่อตัวนักการเมือง: ประชาชนหมดหวังกับความดื้อด้านของนักการเมืองที่อยู่ในอำนาจ ซึ่งขาดความละอาย ยึดถือประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวกเป็นใหญ่ ไม่ยอมสละตำแหน่งเพื่อเปิดโอกาสให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้
  • สภาวะสภาตีบตัน (Parliamentary Deadlock): เมื่อเสียงของประชาชนผ่านระบบตัวแทนในสภาไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้ และการสืบทอดอำนาจยังคงดำเนินผ่านกติกาที่ไม่เป็นธรรม ประชาชนจึงเริ่มมองว่าการลงถนนคือทางออกเดียวที่เหลืออยู่

2. พันธมิตรสายพันธุ์ใหม่: การผสานพลังข้ามขั้ว ข้ามเจนเนอเรชัน

การชุมนุมครั้งใหม่จะไม่ใช่เรื่องของ “เสื้อสี” หรือ “ความขัดแย้งระหว่างวัย” แบบเดิมอีกต่อไป แต่จะเป็นการรวมตัวกันของมวลชน 2 กลุ่มหลัก:

  • คนรุ่นใหม่ (Gen Z & Millennials): กลุ่มคนที่มุ่งเน้นเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมือง ซึ่งเป็นผู้ที่กำลังหมดหวังกับอนาคต โครงสร้างเศรษฐกิจ และการผูกขาดอำนาจ
  • คนรุ่นใหญ่และมวลชนข้ามขั้ว: กลุ่มคนที่เคยเคลื่อนไหวหรือมีความเห็นทางการเมืองต่างกันในอดีต แต่ในปัจจุบันมีจุดร่วมเดียวกันคือ “การรังเกียจการทุจริต คอร์รัปชัน และการสืบทอดอำนาจของเผด็จการทุนนิยมสามานย์”

การจับมือกันของคนสองกลุ่มนี้ จะสร้างพลังและความชอบธรรมที่รัฐบาลยากจะป้ายสีว่าเป็นเพียงม็อบรับจ้างหรือม็อบเด็กไร้เดียงสาได้อีกต่อไป

3. ยุคสมัยแห่งม็อบไร้หัว และเครือข่ายภาคประชาชน

บทบาทของพรรคการเมืองฝ่ายค้านจะเปลี่ยนไปเป็นเพียงผู้สนับสนุนเชิงข้อมูลและช่วยประสานกลไกการประกันตัวในศาล แต่มวลชนหลักบนถนนจะขับเคลื่อนผ่าน “เครือข่ายหลวมๆ” (Decentralized Mobs) ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มภาคประชาสังคม (NGOs) สหภาพแรงงาน เครือข่ายบุคลากรทางการศึกษา และกลุ่มเคลื่อนไหวเฉพาะประเด็น โดยไม่มีแกนนำเดี่ยวให้รัฐบาลเด็ดหัวหรือใช้กฎหมายปิดปากได้ง่ายๆ

4. ท่อน้ำเลี้ยงกระจายตัว และพลังสื่อดิจิทัลเต็มรูปแบบ

  • Crowdfunding มวลชน: เงินทุนสนับสนุนจะไม่พึ่งพานายทุนใหญ่คนใดคนหนึ่งอีกต่อไป แต่จะมาจากระบบการระดมทุนย่อยออนไลน์ (Micro-donations) ลงขันจากประชาชนนับแสนคน ซึ่งเป็นแหล่งทุนที่ตรวจสอบได้ยากและมีความลื่นไหลสูง
  • สื่อโซเชียลมีเดียเต็มรูปแบบ: สื่อหลักของรัฐที่ถูกแทรกแซง อย่างช่อง 11 (NBT) หรือ อสมท. ถึงแม้รัฐบาลจะดึงตัวสื่อมืออาชีพเข้าไปดำเนินการ ก็จะไม่ได้รับความสนใจอีกต่อไป แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, YouTube, X, Telegram และ TikTok จะกลายเป็นศูนย์บัญชาการในการกระจายข่าวสาร สู้กับการข่าวของรัฐ และใช้นัดหมายการชุมนุมแบบแฟลชม็อบได้อย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เจ้าหน้าที่จะตั้งรับทัน

5. บทบาทนักวิชาการ: คลังสมองและความชอบธรรมทางปัญญา

ข้อมูลทางการเมืองและงานวิจัยเชิงวิเคราะห์ยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง แต่นักวิชาการในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องขึ้นเวทีปราศรัยเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ หากแต่ต้องทำหน้าที่ “ชี้เป้าความฉ้อฉลเชิงโครงสร้าง” เผยแพร่ข้อเท็จจริง และเสนอทางออกทางกฎหมาย เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการเคลื่อนไหวของประชาชนในระดับสากล

6. ฉากทัศน์รัฐประหาร กับ “ตัวเร่ง” จากองค์กรอิสระ

โอกาสการเกิดรัฐประหารด้วยกำลังทหาร (Hard Coup) แบบดั้งเดิมอาจมีต้นทุนทางเศรษฐกิจและการยอมรับจากนานาชาติที่สูงลิบ แต่หากเกิดสุญญากาศทางการเมืองและการปะทะกันอย่างรุนแรง อำนาจนอกระบบก็พร้อมที่จะแทรกซึมเข้ามา อย่างไรก็ตาม สภาพการณ์ในปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าผู้ถืออำนาจแท้จริงจะเลือกใช้ “นิติสงคราม” (Judicial Coup) ผ่านองค์กรอิสระมากกว่า

เส้นตายทางการเมืองที่ต้องจับตา:

  • 14 กันยายน: หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เลือกที่จะ “ราดน้ำมันเข้ากองไฟ” ด้วยการปกป้องการทุจริตฮั้ว สว. โดยไม่ส่งเรื่อง หรือส่งผู้กระทำผิดจำนวนน้อยอย่างไม่สมเหตุสมผลไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง นี่จะเป็นการทำลายหลักนิติรัฐขั้นสุดท้าย และกลายเป็นชนวนเปิดฉากการชุมนุมใหญ่ในรูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม
  • 28 กันยายน: ชนวนความขัดแย้งทั้งหมดนี้ อาจถูกคลี่คลายหรือปลดล็อกได้ด้วยทางออกทางกฎหมาย หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเพื่อหยุดยั้งวิกฤตและคืนความยุติธรรมให้แก่ระบบการเมืองไทย ก่อนที่สายน้ำแห่งความโกรธแค้นของประชาชนจะหลากล้นเกินกว่าจะควบคุม

———————————

รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง