แต่มีคำถามหนึ่งที่อาจฟังดูแปลกในวันนี้ แต่ในอนาคตอาจกลายเป็นเรื่องที่สังคมต้องพูดถึงอย่างจริงจัง แล้วสัตว์เลี้ยงของเราล่ะ? โดยเฉพาะสุนัขและแมวที่ทุกวันนี้ไม่ได้มีสถานะเป็นเพียง “สัตว์เลี้ยง” อีกต่อไป แต่สำหรับครอบครัวจำนวนมาก พวกเขาคือสมาชิกในบ้าน เป็นเพื่อน เป็นลูก และเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ร่วมกันในครอบครัวตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย
ของชีวิต

เมื่อสัตว์เลี้ยงแข็งแรง เจ้าของก็มีความสุข แต่เมื่อเจ็บป่วย สิ่งที่ตามมาไม่ใช่เพียงความกังวลเรื่องอาการของสัตว์เท่านั้น หากยังเป็นเรื่องของ “ค่าใช้จ่าย” ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ การพาสุนัขหรือแมวไปพบสัตวแพทย์เพียงหนึ่งครั้ง อาจมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ค่าตรวจ ค่าบริการสัตวแพทย์ ค่ายา ค่าตรวจเลือด ไปจนถึงค่าเอกซเรย์หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ ก่อนจะเข้าสู่ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคจริง ๆ

สำหรับการรักษาทั่วไป เจ้าของบางคนอาจต้องเตรียมเงินหลักหลายร้อยบาทต่อครั้ง ขณะที่การตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาที่ซับซ้อนขึ้น ค่าใช้จ่ายก็สามารถเพิ่มเป็นหลักพันหรือหลักหมื่นบาทได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งถ้าเป็นโรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ หรือโรคไต ซึ่งจำเป็นต้องรักษาต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายอาจสูงขึ้นไปอีกหลายเท่า ทั้งค่าตรวจวินิจฉัย ค่าผ่าตัด ค่ายา ค่าคีโม หรือการรักษาเฉพาะทางและนี่คือจุดที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงจำนวนมากต้องเผชิญกับคำถามที่เจ็บปวดที่สุด

ถ้าไม่มีเงิน จะรักษาเขาอย่างไร?” เพราะในระบบการรักษาสัตว์ ทุกอย่างมีต้นทุน และต้นทุนนั้นไม่ได้ลดลงเพียงเพราะผู้ป่วยเป็นสุนัขหรือแมว โรงพยาบาลสัตว์ของรัฐ โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัย หรือสถานพยาบาลขนาดเล็ก อาจมีค่าใช้จ่ายที่แตกต่างจากโรงพยาบาลสัตว์เอกชน ขณะที่โรงพยาบาลเอกชนที่มีเครื่องมือทันสมัยและบริการเฉพาะทางก็อาจมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นไปอีก

สำหรับสุนัขพันธุ์ใหญ่ ค่าใช้จ่ายบางอย่างอาจเพิ่มขึ้นตามขนาดตัว น้ำหนัก และปริมาณยาที่ต้องใช้ ขณะที่สุนัขพันธุ์เล็กหรือแมวอาจมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไปตามประเภทของโรคและวิธีการรักษา สิ่งเหล่านี้ทำให้ “การรักษาสัตว์เลี้ยง” กลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจของครอบครัวอย่างหนึ่งไปแล้วและบางครั้ง มันหนักหนากว่าที่คนทั่วไปคิดเมื่อความรักต้องเดินคู่กับกำลังทรัพย์คนที่เลี้ยงสัตว์จะเข้าใจดีว่า การตัดสินใจพาสัตว์ไปรักษาไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อสัตว์มีอาการป่วยหนัก เจ้าของอาจต้องเลือกระหว่างการจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อรักษา กับการยุติการรักษาเพราะไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายได้บางคนต้องหยิบยืมเงิน บางคนต้องใช้บัตรเครดิต บางคนเปิดรับบริจาคผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ขณะที่บางคนไม่มีทางเลือกและจำเป็นต้องปล่อยสัตว์ไว้ตามยถากรรม

คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า รัฐควรรักษาหมาแมวฟรีหรือไม่?” เพียงอย่างเดียว แต่ควรถามให้กว้างกว่านั้นว่า ประเทศไทยควรมีระบบสวัสดิการสำหรับสัตว์เลี้ยงหรือไม่ และรัฐควรเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระประชาชนได้อย่างไร?” ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว

ในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคการเมืองเคยเสนอแนวนโยบาย “ดูแลหมา-แมวถ้วนหน้า” มีทั้งการฉีดวัคซีน การทำหมัน การจัดทำทะเบียนหรือ “บัตรประชาชนหมา-แมว” การพัฒนาสถานพักพิงสัตว์จร รวมถึงแนวคิดให้ผู้ที่รับเลี้ยงหมาแมวจรได้รับสวัสดิการรักษาพยาบาล และส่งเสริมบริการสัตวแพทย์ในระดับท้องถิ่นนโยบายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เรื่องสุขภาพสัตว์เลี้ยงได้เริ่มเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของการถกเถียงเชิงนโยบายแล้วแต่หลังจากนั้น คำถามสำคัญคือ เราจะทำให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริงได้อย่างไรไม่จำเป็นต้องเริ่มจาก “รักษาฟรีทุกโรค”

การพูดถึง “30 บาทรักษาหมา-แมว” ไม่จำเป็นต้องหมายความว่า รัฐต้องรับผิดชอบค่ารักษาทุกโรค ทุกกรณี และทุกตัวเพราะนั่นย่อมต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก และต้องมีการศึกษาอย่างรอบด้านแต่เราอาจเริ่มต้นจากสิ่งที่ทำได้ก่อนเช่น การสนับสนุนวัคซีนพื้นฐาน การทำหมันเพื่อลดจำนวนสัตว์จร การสร้างคลินิกสัตวแพทย์ชุมชน หรือการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงสำหรับครัวเรือนที่มีรายได้น้อย กรณีเจ็บป่วยรุนแรง รัฐอาจพิจารณาระบบ “ร่วมจ่าย” โดยให้เจ้าของรับผิดชอบบางส่วน และรัฐช่วยเหลือในส่วนที่เกินกำลัง หรือกำหนดเกณฑ์เฉพาะสำหรับผู้มีรายได้น้อย

อีกแนวทางหนึ่งคือการส่งเสริม “ประกันสุขภาพสัตว์เลี้ยง” ให้มีราคาที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ พร้อมกำหนดมาตรฐานการคุ้มครองที่ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องของตลาดเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็สามารถเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องวัคซีน การทำหมัน การดูแลสัตว์จร และการจัดบริการสัตวแพทย์ขั้นพื้นฐานเพราะท้ายที่สุดแล้ว การช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงอาจไม่ได้เป็นเพียงการช่วยเจ้าของสัตว์เท่านั้น ช่วยสัตว์วันนี้ อาจลดภาระรัฐในวันหน้า เมื่อเจ้าของไม่มีเงินรักษา สัตว์จำนวนหนึ่งอาจถูกทอดทิ้ง เมื่อสัตว์ถูกทอดทิ้ง ก็กลายเป็นสัตว์จร และเมื่อจำนวนสัตว์จรเพิ่มขึ้น ภาระก็กลับไปตกอยู่กับชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งเรื่องการควบคุมประชากร การจัดหาที่พักพิง การฉีดวัคซีน การทำหมัน และการแก้ปัญหาสัตว์จรในพื้นที่สาธารณะ ดังนั้นหากมองให้ไกลกว่าคำว่า คนรักหมาแมวนโยบายด้านสวัสดิภาพสัตว์อาจเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการเมืองและการสาธารณสุขด้วย

ในวันที่สัตว์เลี้ยงกลายเป็นสมาชิกครอบครัวแล้ว ระบบสวัสดิการของประเทศควรเดินตามความเปลี่ยนแปลงของสังคมไปด้วยหรือไม่ เพราะอย่างน้อยที่สุดการไม่มีเงินมากพอที่จะจ่ายค่ารักษา ไม่ควรเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้ใครคนหนึ่งต้องตัดสินใจปล่อยมือจากชีวิตที่เขารัก.

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่