เมื่อเดินเข้าไปในร้านขายอาหารสัตว์หรือเลือกซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ หลายคนกลับต้องเจอกับคำโฆษณามากมาย ทั้งอาหารระดับประหยัด อาหารระดับคุณภาพ อาหารระดับคุณภาพสูง อาหารสูตรดูแลสุขภาพแบบองค์รวม หรืออาหารที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพระดับเดียวกับอาหารคน จนเกิดคำถามว่า อาหารแบบไหนดีที่สุด และอาหารที่มีราคาแพงกว่าจะดีกว่าเสมอจริงหรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการสัตว์เลี้ยงให้คำแนะนำตรงกันว่า สิ่งแรกที่ผู้บริโภคควรเข้าใจคือ คำว่า “เกรดอาหารสัตว์” ไม่ใช่มาตรฐานที่มีกฎหมายกำหนด แต่เป็นการแบ่งระดับทางการตลาดที่ผู้ผลิตใช้สื่อสารถึงลักษณะของผลิตภัณฑ์ ดังนั้นคำว่า “พรีเมียม” หรือ “ซูเปอร์พรีเมียม” ไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าอาหารยี่ห้อนั้นจะดีที่สุดสำหรับสัตว์เลี้ยงทุกตัว เจ้าของจึงไม่ควรตัดสินจากชื่อเรียกหรือราคาบนถุงเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาจากส่วนประกอบ คุณค่าทางโภชนาการ และความเหมาะสมกับสัตว์เลี้ยงของตนเองเป็นหลัก

อาหารสัตว์ที่พบในท้องตลาดสามารถแบ่งออกได้หลายระดับ เริ่มจากอาหารระดับประหยัด ที่ยังคงให้สารอาหารพื้นฐานที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่ผู้ผลิตบางรายอาจเลือกใช้วัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำกว่า เช่น ส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ที่เหลือจากการแปรรูปเนื้อ ซึ่งยังสามารถนำมาใช้ผลิตอาหารสัตว์ได้ตามมาตรฐานความปลอดภัย รวมทั้งใช้ธัญพืชเป็นส่วนประกอบในสัดส่วนที่มากขึ้น จึงอาจให้คุณค่าทางโภชนาการหรือการย่อยดูดซึมแตกต่างจากอาหารที่ใช้เนื้อสัตว์คุณภาพสูงเป็นวัตถุดิบหลัก

ถัดมาคืออาหารระดับคุณภาพ ซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากมีการคัดเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพดีขึ้น ใช้เนื้อสัตว์เป็นแหล่งโปรตีนในสัดส่วนที่มากกว่าเดิม พร้อมเสริมวิตามิน แร่ธาตุ และกรดไขมันที่จำเป็นอย่างสมดุล เหมาะสำหรับสุนัขและแมวที่มีสุขภาพแข็งแรงทั่วไป สามารถรับประทานเป็นอาหารหลักได้ทุกวัน

ส่วนอาหารระดับคุณภาพสูง จะให้ความสำคัญกับคุณภาพของวัตถุดิบมากยิ่งขึ้น โดยมักใช้เนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบหลัก ย่อยง่าย ลดการใช้สี กลิ่น และสารปรุงแต่งที่ไม่จำเป็น หลายสูตรยังเสริมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ใยอาหารที่ช่วยดูแลระบบทางเดินอาหาร กรดไขมันโอเมกา 3 และสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อช่วยบำรุงผิวหนัง ขน ระบบย่อยอาหาร และภูมิคุ้มกัน เหมาะกับสัตว์เลี้ยงที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ หรือมีปัญหาเรื่องการย่อยอาหาร

การเลือกอาหารสัตว์ควรคำนึงถึงอายุ สายพันธุ์ น้ำหนักตัว ระดับการใช้พลังงาน รวมถึงโรคประจำตัวของสัตว์เลี้ยงด้วย ลูกสุนัขและลูกแมวต้องการพลังงานและโปรตีนในปริมาณสูงเพื่อการเจริญเติบโต ขณะที่สัตว์สูงวัยควรได้รับอาหารที่มีพลังงานเหมาะสม พร้อมสารอาหารที่ช่วยบำรุงข้อ กระดูก และการทำงานของไต ส่วนสัตว์ที่ทำหมันแล้วก็ควรเลือกสูตรที่ช่วยควบคุมน้ำหนัก เพื่อลดความเสี่ยงของโรคอ้วนและโรคเรื้อรังในอนาคต

ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าเป็นอาหารที่มี “สารอาหารครบถ้วนและสมดุล” สำหรับช่วงวัยของสัตว์เลี้ยง พร้อมตรวจสอบรายชื่อส่วนประกอบว่ามีแหล่งโปรตีนจากสัตว์ที่ระบุชัดเจน เช่น เนื้อไก่ เนื้อปลา หรือเนื้อแกะ มากกว่าการระบุแบบกว้าง ๆ ว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมถึงควรตรวจสอบวันหมดอายุ วิธีเก็บรักษา และปริมาณการให้อาหารที่ผู้ผลิตแนะนำ

อีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยสร้างความมั่นใจได้ คือการเลือกอาหารจากผู้ผลิตที่ผ่านมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพราะมาตรฐานเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารมากกว่าคำโฆษณาบนบรรจุภัณฑ์

มาตรฐานแรกคือ AAFCO ซึ่งเป็นแนวทางด้านโภชนาการอาหารสัตว์ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก กำหนดปริมาณสารอาหารที่เหมาะสมสำหรับสัตว์แต่ละช่วงวัย เพื่อให้อาหารมีสารอาหารครบถ้วนและสมดุล สามารถใช้เป็นอาหารหลักได้อย่างปลอดภัย พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์การแสดงข้อมูลบนฉลากให้มีความชัดเจน

มาตรฐาน GMP หรือหลักเกณฑ์การผลิตที่ดี เป็นข้อกำหนดด้านสุขลักษณะของโรงงาน ตั้งแต่สถานที่ผลิต เครื่องจักร บุคลากร ไปจนถึงกระบวนการผลิต เพื่อป้องกันการปนเปื้อนและสร้างความมั่นใจว่าอาหารผลิตในสภาพแวดล้อมที่สะอาดและปลอดภัย

ส่วน HACCP เป็นระบบวิเคราะห์อันตรายและควบคุมจุดวิกฤติในกระบวนการผลิต เน้นการป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการปนเปื้อนของเชื้อโรค สารเคมี สารพิษตกค้าง หรือสิ่งแปลกปลอม เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัยสูงสุดก่อนถึงมือผู้บริโภค

ขณะที่ ISO เป็นมาตรฐานด้านระบบบริหารคุณภาพ ช่วยให้โรงงานสามารถควบคุมคุณภาพสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ หากเกิดปัญหาก็สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบและกระบวนการผลิตได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม แม้อาหารสัตว์จะผ่านมาตรฐานต่าง ๆ แล้ว เจ้าของยังควรสังเกตผลลัพธ์หลังเปลี่ยนอาหารควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นการขับถ่ายที่เป็นปกติ ขนเงางาม ผิวหนังแข็งแรง น้ำหนักตัวเหมาะสม และความกระฉับกระเฉงของสัตว์เลี้ยง เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นตัวบ่งชี้ว่าอาหารที่เลือกนั้นเหมาะกับร่างกายของสัตว์เลี้ยงหรือไม่ หากพบว่ามีอาการแพ้ ท้องเสีย อาเจียน หรือขนร่วงผิดปกติ ควรหยุดใช้อาหารดังกล่าวและปรึกษาสัตวแพทย์

แหล่งอ้างอิง : Tufts University (Cummings School of Veterinary Medicine) และ FDA (องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา)