สพญ.กฤติกา ชัยสุพัฒนากุล ประธานกรรมการบริหาร โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ กล่าวว่า ตลอด 32 ปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลมุ่งตอบโจทย์ว่าหากสัตว์เลี้ยงป่วยจะรักษาอย่างไรให้ดีที่สุด แต่ก้าวต่อไปของการดูแลคือการเปลี่ยนคำถามว่า จะทำอย่างไรให้สัตว์เลี้ยงป่วยช้าลง มีช่วงชีวิตที่แข็งแรงยาวนานขึ้น และได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงวัย เนื่องจากความต้องการของเจ้าของในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงการรักษาให้หายจากโรค แต่ต้องการให้สัตว์เลี้ยงอยู่กับครอบครัวได้นานที่สุดและมีคุณภาพชีวิตที่ดี
แนวทางดังกล่าวนำไปสู่หลักการดูแลเชิงรุก 3 ด้าน ได้แก่ การป้องกัน (Prevent) การชะลอการเกิดโรค (Regress) และการรักษาและฟื้นฟู (Retard) โดยนำประสบการณ์จากการดูแลสัตว์ป่วยจำนวนมากตลอด 32 ปี มาต่อยอดเป็นฐานข้อมูล เพื่อวิเคราะห์รูปแบบของโรคและความเสี่ยงในสัตว์เลี้ยงแต่ละกลุ่มข้อมูลดังกล่าวสามารถนำมาพิจารณาร่วมกับสายพันธุ์ อายุ และปัจจัยเสี่ยง เพื่อช่วยให้สัตวแพทย์วางแผนตรวจสุขภาพ ป้องกัน และรักษาได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น การนำข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงโรคหัวใจในแมวสายพันธุ์ไทยมาศึกษาและต่อยอด เพื่อหาแนวทางในการตรวจพบและดูแลความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
แนวคิดสำคัญอีกประการคือ “Best Patient Outcome” ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการรักษาให้สัตว์เลี้ยงผ่านพ้นภาวะเจ็บป่วย แต่ต้องมุ่งคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสัตว์เลี้ยง โดยประกอบด้วย Best Practice การรักษาตามมาตรฐาน Best Service การให้บริการที่เข้าถึงได้
และ Best Experience การสร้างประสบการณ์ที่ดีตลอดเส้นทางการรักษาหนึ่งในศักยภาพที่สะท้อนแนวทางดังกล่าวคือการดูแลโรคซับซ้อน ซึ่งโรงพยาบาลมองว่าการรักษาโรคที่มีความซับซ้อนไม่สามารถอาศัยสัตวแพทย์เพียงคนเดียว แต่ต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม
สหสาขาวิชาชีพ พร้อมนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมเข้ามาสนับสนุนที่ผ่านมา โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อมีประสบการณ์ในการดูแลโรคที่ต้องใช้เทคโนโลยีเฉพาะทาง อาทิ การรักษาโรคหัวใจด้วยเทคนิค Transcatheter Edge-to-Edge Repair หรือ TEER การผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยเทคนิค Phacoemulsification การรักษาภาวะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรือ IVDD รวมถึงการผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) ตลอดจนการรักษาโรคหายากและโรคที่มีความซับซ้อน

กรณีของ “ลัคกี้” สุนัขวัย 12 ปี ที่ป่วยด้วยโรคลิ้นหัวใจระยะรุนแรง เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการนำเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษา หลังทีมแพทย์ประเมินว่ามีข้อจำกัดในการรักษาด้วยแนวทางเดิม จึงเลือกใช้เทคนิค TEER ซึ่งเป็นหัตถการผ่านสายสวนเพื่อลดการรั่วของลิ้นหัวใจ โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหัวใจ ภายหลังการรักษา ลัคกี้มีอาการดีขึ้นและสามารถกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวได้อีกครั้ง
ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลยังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงบริการ โดยเฉพาะกรณีฉุกเฉินที่เวลาเป็นปัจจัยสำคัญ จึงเตรียมทีมผ่าตัดฉุกเฉินที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงบริการ Pet Taxi เพื่อช่วยให้สัตว์เลี้ยงเดินทางเข้าถึงการรักษาได้อย่างรวดเร็ว
สพญ.กฤติกา กล่าวว่า แนวทางทั้งหมดสะท้อนการเปลี่ยนบทบาทจาก Healthcare Giver ไปสู่ Healthcare Partner ซึ่งไม่ได้ดูแลเฉพาะเมื่อสัตว์เลี้ยงเกิดโรค แต่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว รวมถึงให้ความสำคัญกับเจ้าของสัตว์เลี้ยงในฐานะส่วนหนึ่งของระบบการดูแลสุขภาพตามแนวคิด One Health เพื่อให้สัตว์เลี้ยงและครอบครัวได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและรอบด้าน

ด้าน พูลเพิ่ม ทองเจริญพูลพร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของเครือข่ายในปี 2569 ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยปัจจุบันผลประกอบการเติบโตประมาณ 13.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมมีแผนขยายสาขาเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการรักษาสัตว์เลี้ยง หรือ Access to Care ในปี 2569 โรงพยาบาลวางงบลงทุนกว่า 250 ล้านบาท สำหรับการขยายและพัฒนาสาขาใหม่ รวมถึงปรับปรุงสาขาภูเก็ต-เกาะแก้ว สาขาบางนา สาขาสุขุมวิท (ซอยทองหล่อ) และสาขาปิ่นเกล้า ซึ่งย้ายไปยังอาคารแห่งใหม่ เพื่อเพิ่มความสะดวกและรองรับความต้องการของเจ้าของสัตว์เลี้ยง
พูลเพิ่ม กล่าวว่า การยกระดับ Health Span ของสัตว์เลี้ยงไม่สามารถดำเนินการได้โดยโรงพยาบาลเพียงแห่งเดียว จึงให้ความสำคัญกับการสร้าง Partnership และ Pet Healthcare Ecosystem เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ บริการ และความเชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน รวมถึงการแบ่งปันองค์ความรู้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยงในวงกว้าง
อีกด้านหนึ่ง โรงพยาบาลเดินหน้าพัฒนา “Thonglor Vet Academy” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์จากการรักษาไปยังบุคลากรในวิชาชีพสัตวแพทย์ โดยมุ่งหวังให้เกิดการยกระดับมาตรฐานการดูแลสัตว์เลี้ยงและพัฒนาวิชาชีพสัตวแพทย์อย่างต่อเนื่อง.



