ความบกพร่องในกระบวนการยุติธรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐไม่ควรเกิดขึ้นแต่ต้น แต่เมื่อเกิดเหตุแล้ว การทดแทน ชดเชย เยียวยา ก็ควรครอบคลุมถึงความเสียหายทุกกลุ่ม

ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา มีประกาศราชกิจจานุเบกษา พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย  และค่าทดแทนและค่าเสียหายแก่จำเลยในคดีอาญา(ฉบับที่ 3)  พ.ศ.2569  ความน่าสนใจของพ.ร.บ.ค่าตอบแทนฯดังกล่าว  คือการยกระดับช่วยเหลือเยียวยาที่ขยายสิทธิครอบคลุมตั้งแต่ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลย ไปจนถึงผู้บริสุทธิ์  ต่างจากพ.ร.บ.ฉบับเดิม

โดยเฉพาะการ“เพิ่ม”นิยามคำว่า “ผู้ต้องหา” ระหว่างบทนิยามเดิมที่มีเฉพาะ“ผู้เสียหาย”และ“จำเลย”  โดยตามพ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้ ผู้ต้องหา หมายถึง บุคคลผู้ถูกหาว่าได้กระทำความผิดอาญาแต่ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล  

จากข้อมูลกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้รับผิดชอบพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว  สรุปสาระสำคัญชวนเข้าใจง่าย  จุดที่พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ปรับปรุงแก้ไขจากพ.ร.บ.ฉบับเดิม  มีดังนี้

“4 ขยาย”

  • ขยายการช่วยเหลือจำเลยที่ไม่ได้กระทำความผิด จากเดิม“พนักงานอัยการเป็นโจทก์”เท่านั้น ให้ครอบคลุมผู้เสียหาย หรือหน่วยงานอื่นตามที่กฎหมายกำหนด เป็นโจทก์ยื่นฟ้องด้วย
  • ขยายการช่วยเหลือจำเลยในชั้นสอบสวน จากกฎหมายเดิมช่วยเหลือแค่ชั้นพิจารณาคดี
  • ขยายการช่วยเหลือจำเลยที่“ศาลยกฟ้องด้วยเหตุสงสัย” หรือเหตุอื่น หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยไม่ได้กระทำผิด หรือการกระทำไม่เป็นความผิดสามารถช่วยเหลือได้  ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากกฎหมายเดิมต้อง “ปรากฎข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติ”เท่านั้น ทำให้อนุมัติน้อยมาก

(ให้จำเลยที่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนและค่าใช้จ่าย ต้อง  (1)เป็นจำเลยในคดีอาญาที่ศาลรับฟ้องไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคดีที่ฟ้องโดยพนักงานอัยการ ผู้เสียหาย หรือหน่วยงานอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ  (2)ถูกควบคุมหรือขังก่อน หรือในระหว่างการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี  และ (3) เมื่อปรากฎข้อเท็จจริง

(ก)ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยมิได้กระทำความผิด หรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด

(ข)ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้อง หรือให้จำหน่ายคดี หรือศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องด้วยเหตุพยานหลักฐานมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ หรือยกฟ้องด้วยเหตุอื่น และมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด)

  • ขยายระยะเวลาการยื่นคำขอจาก 1 ปี เป็น 2 ปี นับแต่ได้รับการแจ้งสิทธิ และภายใน 5 ปี นับแต่วันที่มีการกระทำความผิดต่อผู้เสียหาย หรือนับแต่วันที่อัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง หรือวันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด เพื่อลดปัญหาการที่ประชาชนยื่นคำขอเกิน

(ให้ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลย หรือทายาท ซึ่งได้รับความเสียหายที่มีสิทธิขอรับค่าตอบแทน ค่าทดแทน หรือค่าใช้จ่ายพ.ร.บ.นี้  ยื่นคำขอต่อสำนักงานตามแบบที่คณะกรรมการประกาศกำหนดภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งสิทธิ หรือภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่มีการกระทำความผิดต่อผู้เสียหาย หรือพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือคำสั่งยุติการดำเนินคดี หรือแต่วันที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้อง หรือคำสั่งให้จำหน่ายคดี หรือวันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง แล้วแต่กรณี)

“4 เพิ่ม”

  • เพิ่มการช่วยเหลือผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมหรือขังก่อนหรือในระหว่างการสอบสวนและไม่ได้กระทำผิด โดยกฎหมายเดิมไม่เคยมีมาก่อน เพื่อให้กฎหมายช่วยเหลือเหยื่อครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้เสียหาย ผู้ต้องหาและจำเลยผู้บริสุทธิ์

(การจ่ายค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา ผู้ต้องหาที่มีสิทธิ ต้อง (1)ถูกควบคุมหรือขังก่อนหรือในระหว่างการสอบสวน และ(2)พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องหรือมีคำสั่งยุติการดำเนินคดี และมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหามิได้กระทำความผิดหรือการกระทำของผู้ต้องหาไม่เป็นความผิด)

  • เพิ่มการบริการผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้รวดเร็ว ทั่วถึงมากขึ้น

(ในคดีที่มีร้องทุกข์ในพนักงานสอบสวนแจ้งผู้เสียหายหรือทายาทซึ่งได้รับความเสียหายทราบถึงสิทธิได้รับ

ค่าตอบแทนตามพ.ร.บ.  ในคดีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดไม่ฟ้อง คำสั่งยุติการดำเนินคดี และผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวหรือขังระหว่างสอบสวน /กรณีศาลมีคำสั่งถอนฟ้อง จำหน่ายคดีจำเลยที่ถูกคุมขัง ต้องแจ้งเจ้าตัวหรือทายาทถึงสิทธิตามพ.ร.บ.

การแจ้งสามารถทำเป็นหนังสือหรือทางอิเล็กทรอนิกส์แล้วบันทึกรายละเอียดการแจ้งในสำนวนคดีหรือทะเบียนประวัติที่รับผิดชอบด้วย)

  • เพิ่มบทกำหนดค่าตอบแทน ค่าทดแทนและค่าใช้จ่าย ไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี จึงไม่สามารถยึด อายัดเงินเยียวยาตามกฎหมายบังคับคดีได้

(การเรียกร้องหรือการได้มาซึ่งสิทธิหรือประโยชน์ตามพ.ร.บ.นี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิหรือประโยชน์ที่ผู้เสียหาย  ผู้ต้องหา หรือจำเลยพึงได้ตามกฎหมายอื่น ค่าตอบแทน ค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายตามพ.ร.บ.นี้ ไม่อยู่ในความรับผิดชอบแห่งการบังคับคดี)

  • เพิ่มการเรียกเงินคืน หากภายหลังศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ต้องหากระทำผิดจริง  เนื่องจากเจตนารมณ์ของกฎหมายช่วยเหลือเหยื่อ  มิใช่ผู้กระทำผิด

(หากปรากฎในภายหลังว่าศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าการกระทำของผู้ต้องหานั้นเป็นความผิด  ให้คณะกรรมการมีหนังสือแจ้งให้ผู้ต้องหาหรือทายาทนั้นคืนค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายที่ได้รับไปแก่กระทรวงยุติธรรมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง)

“1 ลด”

  • ลดขั้นตอนการเยียวยาให้สั้นลง

สำหรับพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ปัจจุบันยังไม่มีผลบังคับใช้  โดยจะมีผลบังคับใช้หลังพ้น 120 วันนับจากวันประกาศในราชกิจจาฯ.

ทีมข่าวอาชญากรรม  รายงาน