“ทีมข่าวอาชญากรรม” ชวนวิเคราะห์มุมมองกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านระยะเวลามานาน 14 ปี แต่คดียังค้างอยู่ที่“หมายจับ” เพราะผู้ต้องหาหลบหนี
รศ.ดร.ภูมิ มูลศิลป์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาองค์กรและกิจการพิเศษ มศว สะท้อนบทเรียนคดีนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องฐานะหรือชื่อเสียง แต่สิ่งที่ถูกจับตาคือกระบวนการยุติธรรมต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ากติกาใช้กับทุกคนจริง สิ่งที่สังคมพยายามถอดบทเรียนจะมีความสำคัญ 3 เรื่อง คือ มิติความรวดเร็ว ความโปร่งใส และการตรวจสอบถ่วงดุล
สำหรับคดีดังกล่าวกระบวนล่าช้าไม่ได้เกิดจากการบริหารคดี แต่ความล่าช้าสามารถส่งผลโดยตรงต่อสิทธิของคู่ความและทำให้ข้อกล่าวหาบางข้อ“ขาดอายุความ”ได้
อีกส่วนในเชิงระบบที่หลายคนพูดกันคือระบบตรวจสอบซึ่งกันและกันที่ควรมี การปล่อยให้การกำหนดทิศทางคดีอยู่กับดุลยพินิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งมากเกินไป อาจทำให้สังคมเกิดคำถามกับกระบวนการนั้นได้
ที่สำคัญในความล่าช้าจะเห็นว่าข้อเท็จจริงการเลื่อนเข้าพบอัยการอยู่หลายครั้ง และข้อหาบางส่วนอาจขาดอายุความหรือสุ่มเสี่ยงจะขาดในปีหน้า ได้สะท้อนปัญหาเชิงระบบเรื่องเวลาของกระบวนการยุติธรรมอย่างชัดเจน

- 14 ปี กระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนแปลงไปทางไหน ?
ส่วนตัว รศ.ดร.ภูมิ ระบุ มองอย่างน้อยก็เกิดขึ้นกับระดับแนวคิดและกลไกตรวจสอบ แม้พูดไม่ได้เต็มปากว่าปัญหาทุกอย่างแก้ไขหมดแล้ว แต่สังคมหรือคนในวงการกฎหมายเห็นแรงกระตุ้นการปฏิรูป โดยเฉพาะการใช้อำนาจของตำรวจและอัยการ
รวมถึงมิติการใช้พยานหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์และความโปร่งใสในการใช้ดุลพินิจ ซึ่งดุลพินิจถ้าไม่มีเหตุผลอธิบายอย่างมีน้ำหนัก ประชาชนจะเริ่มตั้งคำถาม หลักเกณฑ์การใช้ ใครเป็นผู้ตัดสินใจ ไปจนถึงกระบวนการตรวจสอบการตัดสินใจ
พร้อมยอมรับผลพวงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่จะรวมไปถึงคดีอื่น ๆ ว่ากระบวนการยุติธรรมมีไว้สำหรับวีไอพีหรือไม่ ซึ่งคนในกระบวนการจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองจุดนี้ เพื่อทำให้สังคมเชื่อว่าวีไอพีไม่ได้รับสิทธิพิเศษ โดยอธิบายกระบวนการยุติธรรมเชิงหลักการมองได้ 2 มิติ คือ ความยุติธรรมที่เกิดขึ้นจริง กับความยุติธรรมที่ประชาชนมองเห็นและตรวจสอบได้
หากใช้กระบวนการอย่างเดียวกันในข้อเท็จจริงที่เหมือนกัน ทุกคนจะรู้สึกโอเค แต่ถ้าคนที่มีฐานะพิเศษมีความล่าช้า ขอเลื่อน หรือการพิจารณาพยานหลักฐานที่แตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นแน่นอน
“ในอนาคตโจทย์ที่เราพูดกันในวงการกฎหมายคือ เราต้องไม่พูดแค่ว่ามันเป็นเรื่องสองมาตรฐาน แต่ต้องช่วยกันสร้างระบบที่บอกว่าเราต้องสามารถตรวจสอบได้ว่า มีสองมาตรฐานหรือเปล่า”

- เทียบอดีต-ปัจจุบัน กระบวนการยุติธรรมกับวีไอพี
จุดนี้เห็นความพยายามเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง และมีความตื่นตัวทั้งเชิงกฎหมาย และองค์กรที่มีหน้าที่ รวมถึงการเริ่มพูดคุยเชิงหลักการและโครงสร้างเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำรอย ผ่านบทเรียน 5 ประเด็นที่คิดว่าต้องคุยกันจริงจัง ได้แก่
1.ความล่าช้า การพูดเรื่องขาดอายุความ ฟ้องไม่ทัน ต้องอุดช่องความล่าช้านี้ เช่น สร้างระบบติดตามอายุความแบบ“เรียลไทม์”ตั้งแต่วันเกิดเหตุ โดยเฉพาะคดีที่มีหลายข้อหา เพราะแต่ละข้อหามีอายุความต่างกัน
2.ต้องปิดช่องทางประวิงคดี ตามที่เห็นทั่วไปจะมีเทคนิค อาทิ การขอเลื่อน การร้องขอความเป็นธรรม ไปยังหน่วยงานต่าง ๆ หรือการไปต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ไม่ควรกลายเป็นเครื่องมือหรือกลไกที่ทำให้คดีเดินไปเรื่อย ๆ แล้วก็ใกล้จะขาดอายุความ โดยไม่มีมาตรการตอบสนอง
3.มิติพยานหลักฐาน ต้องปิดช่องการคัดเลือกพยานหลักฐาน โดยพนักงานสอบสวนต้องมีหน้าที่รวบรวมไม่ว่าเป็นคุณหรือเป็นโทษกับผู้ต้องก็ต้องทำอย่างเป็นระบบ ที่สำคัญต้องมีร่องรอยให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าสิ่งเหล่านั้นถูกนำมาพิจารณาหรือไม่
4.ต้องปิดช่องการใช้ดุลพินิจ โดยไม่มีเหตุผลที่ตรวจสอบได้ เหตุผลที่ภาคสังคมมักได้ยินว่าเป็นดุลพินิจเจ้าพนักงาน แต่ปัจจุบันดุลพินิจต้องตรวจสอบได้ โดยเฉพาะคำสั่งว่า“ฟ้อง”หรือ“ไม่ฟ้อง” กรณีจะเปลี่ยนแปลงความเห็นในคดีที่มีความสำคัญต่อสาธารณะ หรือสาธารณะให้ความสนใจต้องมีเหตุผล มีกระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจน
5. ต้องพยายามสร้างกลไกปิดช่องความเหลื่อมล้ำ ต้องทำให้ระบบภาพรวมตอบว่า เงิน อำนาจ หรือว่าสถานะทางสังคม ไม่สามารถทำให้กระบวนการเดินหน้าเร็วหรือช้ากว่าปกติได้ แต่ต้องเท่าเทียมกัน

- บอส-อยู่วิทยา สิ่งที่ต้องกังวลไม่ใช่“ขาดอายุความ”
แน่นอนว่าทุกคนต้องสนใจและกังวลว่าจะจับตัวได้ก่อนอายุความหรือไม่ แต่ รศ.ดร.ภูมิ เผยข้อกังวลส่วนตัวกลับอยู่ที่เหตุใดคดีในความสนใจสาธารณะ จึงเดินมาถึงจุดที่“เวลา”มีความสำคัญต่อ“ความยุติธรรม” เชื่อว่าทุกคนเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม”
“อายุความโดยหลักคือกลไกที่กฎหมายกำหนดขึ้น โดยมีเหตุผลหลายประการ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ควรกลายเป็นรางวัลของความล่าช้า ไม่งั้นจะกลายเป็น ถ้ามีความล่าช้าเกิดขึ้น มันจะกลายเป็นรางวัลของคนบางคนไป”
เรื่องนี้ไม่ควรทำให้สังคมมองเห็นภาพว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะใช้มิติเวลาของกระบวนการยุติธรรม เพื่อประโยชน์กับตนเอง

- บททดสอบระบบยุติธรรมไทย – ไม่จบ แค่หมดอายุความ
คดีนี้อาจจะถูกจดจำในฐานะบททดสอบระบบยุติธรรมของไทย จากทั้งปัญหามิติการสอบสวน การรวบรวมพยานหลักฐาน การใช้ดุลพินิจของอัยการ การติดตามตัวผู้ต้องหา การจัดการอายุความ ความเชื่อมั่นของประชาชน ดังนั้น สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ ต้องหาแนวทางร่วมกันว่าจะทำอย่างไรให้แม้คนที่มีอำนาจจะใช้อำนาจโดยมิชอบ แต่ระบบยังตรวจสอบและแก้ไขได้
“สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับกระบวนการยุติธรรมไม่ใช่ระบบที่“เพอร์เฟค” มันก็มีข้อผิดพลาดได้ แต่กระบวนการยุติธรรมที่ดีก็ควรเป็นกระบวนการที่เมื่อเกิดความผิดพลาดแล้ว เราสามารถตรวจพบ แก้ไข แล้วเอาผิดกับผู้ที่ใช้อำนาจโดยมิชอบได้”
รศ.ดร.ภูมิ ยังทิ้งท้ายบทเรียนนี้ไม่ควรจบลงเมื่ออายุความหมด แต่ต้องให้ระบบยุติธรรมตอบสังคมได้ว่าที่ผ่านมาอาจมีข้อผิดพลาด แต่ปัจจุบันเราปิดช่องว่างที่ทำให้คดีแบบนี้ ไม่เกิดขึ้นซ้ำ
“บทเรียนคดีนี้ไม่ควรจบลงเมื่ออายุความหมด แต่จะต้องจบลงเมื่อระบบยุติธรรมสามารถตอบคำถามของสังคมได้ว่า เราได้ปิดช่องว่างที่ทำให้คดีแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำได้แล้วหรือยัง ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเพียงอีกคดีที่หมดอายุความแล้วดำเนินการไม่ได้ เป็นเพียงหนึ่งในหลายคดีที่เกิดขึ้น”.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



