ตอบแรงๆ ก็คือ Who care?? ใครสนใจกัน หรือเบาๆ ก็ว่า ไม่แปลก คนเรารักชอบไม่เหมือนกัน คุณอาจชอบอารมณ์แบบเพลงช้าๆ หวานๆ มากกว่าร็อคหนักๆ หรือไม่ก็ไม่ชอบดูรายการประกวด เหตุผลตั้งร้อยแปดพันเก้าอย่างที่คนเราจะมี เพื่ออธิบายอะไรก็ตาม

“เขา/เธอ ผู้นี้สำคัญแค่ไหน ที่สังคมต้องสนใจว่า เขาชอบหรือไม่ชอบอะไร ?” อีกเรื่องหนึ่งที่น่าเอ็นดูดี เวลามีเน็ตไอดอล หรือวอนนาบีเน็ตไอดอล ทำคลิปแล้วเริ่มว่า “มีคนถามว่า” บางทีก็อยากแซวว่า ใครถามเธอก็ไปชี้แจงคนนั้นซี เราไม่อยากรู้ …แต่เดี๋ยวโดนแฟนคลับเขาเอาทัวร์มาลง เลยนั่งเอ็นดูไปเงียบๆ เอาเป็นว่า คนเดี๋ยวนี้เวลาลงคลิปอะไรก็ทำเป็นอารมณ์พูดกับมวลชน กลายเป็นเรื่องปกติ ..และมีอะไรก็ชอบฟ้องมวลชน อัดคลิปประจานด้วย

เรื่องมีอะไรแล้วอัดคลิปประจาน ต้องบอกว่า ดี เพราะเกิดจะไปแจ้งความเอาผิดใครหาหลักฐานง่าย เผลอๆ ตำรวจอิ๊อ๊ะ หาเรื่องไม่รับแจ้งความ อัดคลิปตำรวจไปประจานได้อีก  แถมถ้าคดีดังๆ ได้ออกรายการทีวีให้ดังขึ้นไปอีก ผู้ชมได้เลือกข้างเสร็จสรรพอยู่ทีมไหน เดี๋ยวนี้เขาไม่สนกันแล้วว่า เรื่องส่วนตัวเคลียร์ที่ลับ ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า เพราะมีแต่จะโดนเอาเปรียบ เช่นนั้นกระไรเลย เอามาขึงให้ชาวบ้านช่วยตัดสินดีกว่า

หลายคนชอบมีตัวตนบนโลกออนไลน์ มันเป็นเครื่องมือที่ง่ายที่สุดในการยกฐานะทางสังคม สำหรับคนที่ไม่มี “ทุน”เดบิวต์ตัวเองออกตามงานต่างๆ ที่มันต้องใช้เงิน เมื่อได้มีตัวตน ก็รู้สึกได้รับความรัก ความชื่นชม  .. อยากใช้เวลาอยู่หน้าจอนานๆ ผูกพันเป็น“โลกแห่งความจริงของเรา”  ได้สร้างตัวตนในแบบที่ไม่ใช่ตัวเองในสังคมจริง เพื่อผลประโยชน์ต่างๆ หลายคนอยากให้อัตตาตนเองใหญ่โตในโซเชี่ยลฯ มันรู้สึกดีที่ตัวเองเป็นที่สนใจ พูดอะไรมีคนฟัง บางคนพูดดี คำพูดถูกเอาไปแชร์ต่อ ก็รู้สึก “แมส ( mass )” จับพลัดจับผลูได้ทำช่องวิจารณ์ข่าวซะด้วย ได้ช่องทางหาเงิน

บางคนก็เหลิงตัว ติดใน echo chamber ที่มีแต่ชื่นชม เผลอกลายเป็นศูนย์กลางจักรวาลไปได้  

มีหนังเสียดสีเน็ตไอดอล หรือจะเรียก อินฟลูเอนเซอร์ ( ผู้มีอิทธิพลทางสังคม ) ก็ได้ คือเรื่อง  “รินรดา” ซึ่งเป็นหนังผีที่มีสารตรงๆ ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ว่าด้วยหญิงสาวรายหนึ่งที่สวย เลยปั้นตัวเองเป็นอินฟลูเอนเซอร์ หนังน่าจะสะท้อนทรงอินฟลูฯ บ้านเรา ที่ถ้าสายสวยมา เน้นขายอาหารเสริมอย่างคอลลาเจน กลูตาไธโอน ใยอาหาร ( ใยอาหารแบบละลายน้ำมีขายเยอะมากจนน่าสนใจว่า คนไทยท้องผูกมากนักหรือ ) พอเป็นอินฟลูฯ มีอะไรก็ต้องบอกโลก   

วันหนึ่ง รินรดาได้รางวัลอินฟลูเอนเซอร์ยอดเยี่ยม บนเวทีเขาก็เปิดคลิปยอรินรดาไป สักพักคลิปตัดเข้าฉากแม่ลูกคู่หนึ่งออกมาเปิดโปงว่า อาหารเสริมของรินรดาไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ลูกสาวกินแล้วตาย น่าสนใจว่านางทำอะไรขายซึ่งไม่น่าจะใช่ใยอาหาร แล้วรินรดาก็โดนกระแสแบน โดนกระหน่ำด่าในโลกโซเชี่ยลฯ จบชีวิตโดยการกระโดดตึก ซึ่งในหนังย้ำภาพทุเรศสุดอี๋แหวะโดยการให้รินรดาโดดตึกหัวแตกสมองไหลนองเต็มพื้นอยู่ซ้ำๆ ไม่ทราบว่าต้องการอะไร อยากสื่อว่าตายทรมาน ??  นักแสดงไม่ควรภูมิใจที่เล่นฉากแบบนี้เพราะมันอุจาด สร้างมลภาวะทางสายตาโดยไม่จำเป็น  

พอรินรดากลายเป็นผี  หมดชื่อเสียง ก็ได้รู้ว่า หลายๆ เรื่องที่เคยเชื่อว่าเป็นจริง ตอแหลทั้งเพ .. ตอนดัง ไม่เคยสังเกตว่า เพื่อนสนิทที่ชื่อ“มีนา”กำลังเหม็นขี้หน้า เตรียม“วางยา”ใส่ร้าย .. แล้วผีรินรดากับเพื่อนก็จองเวรกันไป กลายเป็นว่า นางมีนาพลิกมาได้เปรียบ เอาทัวร์มาลงผีได้หน้าตาเฉย.. ทำให้ในโลกโซเชี่ยลฯ ไฟลุกอีก แบ่งทีมมีนา ทีมรินรดา ..ซึ่งยิ่งถูกโพสต์ด่ามากแค่ไหน ผีรินรดายิ่งสะสมความคลั่ง หน้าตายิ่งน่าเกลียด  แล้วตอบโต้สังคมที่รุมด่านางแบบนองเลือด  รู้สึกว่า รินรดา ก็คือด้านมืดของหลายๆ คน ที่อยากตอบโต้คนที่มา bully เราแบบแรงๆ

รินรดา เป็นหนังที่บอกเล่าเรื่องธรรมชาติในโลกโซเชี่ยลฯ แบบเรียบง่าย อันดับแรก คือการเซตติ้งความจริง มีนาใช้วิธีตัดต่อคลิปใสร้ายรินรดา ถ้าเนื้อหา ( ที่แม้จะเท็จ ) ถูกนำเสนอถูกที่ถูกทาง คือทำให้อื้อฉาวเร้าอารมณ์  และมีคนจำนวนมากร่วมเป็นพยานรับรู้เหตุการณ์ สังคมก็พร้อมจะคล้อยตามว่ามันจริง  ฝั่งไหนพูดมากกว่าก็ยิ่งชนะ ยิ่งถ้ามันสอดคล้องกับทัศนคติ-ความเชื่อของผู้รับสาร ก็ยิ่งย้ำให้“เลือกจะเชื่อแบบนี้”  

ต่อมาคือกระแส มันเร็ว แรง ทำให้“การขาดการไตร่ตรองขั้นแรก”ได้ง่าย  ทัวร์ไปลงรินรดาทันที  ยิ่งในโลกที่มีการปกปิดตัวตนที่แท้จริงระดับหนึ่ง ใครๆ ก็เอาความหยาบช้าไปลงคนอื่นได้ง่ายๆ แค่ทำ“ร่างอวตาร”  ..ทัวร์จะกลับลำทันต่อเมื่อมีใครสงสัยแล้วไปพิสูจน์หาความจริงอีกด้าน แต่คนที่ “โดนทัวร์ลง” ก็เละไปแล้ว

เวลาทัวร์ลง แรงและเร็ว แต่เวลาทัวร์เงิบเพราะอีกฝ่ายเอาหลักฐานมาสู้ได้  คนที่เคยด่าก็เงียบ หรือไปสนใจเรื่องอื่นแล้ว เผลอๆ ไอ้ที่ต่อสู้คืนสำเร็จ ไม่ได้ถูกบันทึกเป็น digital footprint ที่แข็งแรงเท่าที่โดนด่า 

ยิ่งการที่ผีรินรดาโดนทัวร์ลงหนักเท่าไร หน้าตายิ่งน่าเกลียดขึ้นเท่านั้น คือภาพของการที่เสียงก่นด่าใครสักคนบนโลกออนไลน์ยิ่งหนัก  คนๆ นั้นยิ่งน่าเกลียดน่ากลัวในสายตาคนทั้งสังคม ..สุดท้าย คนที่มาปลดปล่อยรินรดา คือ ปอ พ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยวที่แอบชอบนางอยู่ ..นี่ก็เป็นสารที่เรียบง่ายอีก ว่า “ก็ลองหาความจริงใจในโลกที่รู้จักพบปะหน้าตาจริงๆ กันบ้างสิ” หาในโลกที่ไม่ใช่โลกออนไลน์ ที่กระแสหรือความชื่นชม มันเปลี่ยนง่ายดาย ยิ่งปัจจุบันการเกิดใหม่ของอินฟลูเอนเซอร์ยิ่งมาก กระแสหรือความชื่นชมในโลกออนไลน์ยิ่งเปราะบาง ถ้าคุณไม่เติม “ความน่าชื่นชม” ลงไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นการใช้ชีวิตที่ต้อง“ระวังให้ตัวเองสวย”อยู่ทุกย่างก้าว แล้วชีวิตมีความสุขแน่หรือ

เมื่อเอาบางส่วนของหนังมาจับกับสังคม เห็น “รมต.แบต”ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ออกมาโอดผ่านสื่อ ที่ถูกโยงเอี่ยวฮั้ว สว.อยู่ว่า รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นไอ้ฟัก จากเรื่องคำพิพากษา น่าจะอารมณ์ประมาณว่า ถูกปากคนรุมทำร้าย ..อย่างไรก็ตาม เมื่อ กกต.ประกาศแล้วจะสรุปคดีฮั้ว สว.วันที่ 14 ก.ย.นี้ ก็มีเวลาพอที่ รมต.แบตจะออกมาชี้แจงตอบโต้ได้ เหมือนที่นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เปิดหน้าชนไปแล้ว

ผู้ถูกกล่าวหาเองต้องตัดสินใจว่า จะสู้หรือไม่ ไม่สู้ก็ตายเหมือนไอ้ฟัก เหมือนรินรดา ( ก่อนเป็นผี ) ..การกระหน่ำรัวข่าวถี่ๆ ผู้ถูกกล่าวหาแทบจะเรียกได้ว่า“โดนสังคมฝั่งหนึ่งตัดสินไปแล้ว” …จะสู้กับข้อกล่าวหาทางสังคม ต้องใช้ข้อเท็จจริงฝั่งตัวเองสู้ และดิสเครดิตหลักฐานของฝั่งตรงข้ามให้ได้ อย่างที่ตอนนี้ เริ่มสู้กันด้วยประเด็นว่า ที่ฝ่ายค้านเปิดหลักฐานมา มีแต่“ข้อสังเกต” ทั้งเพ แบบว่า ใครเคยพบกับใคร ใครรู้จักใคร ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่า “นักการเมืองตัวใหญ่จ่ายเงินเพื่อบงการให้การเลือก สว.เป็นไปอย่างที่ตัวเองต้องการ”  

 อีกวิธีหนึ่งที่เขามักจะใช้สู้ทางการเมือง คือดิสเครดิตเจตนาของอีกฝ่ายกลับ ให้ลึกกว่าที่บอกว่า หลักฐานไม่น่าเชื่อถือ..แต่คาดว่า ภูมิใจไทยคงไม่เล่น อาจรอผล กกต.แล้วคิดวิธีเดินเกม.

ขอบคุณภาพจากเพจ Facebook : THAM Studio

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่