แต่เป็นเครื่องมือของ สส.,สว. ในการทำงานด้านบำบัดทุกข์ บำรุงสุข  ย้อนไปสัก 10-20 ปีก่อน ไม่ค่อยได้ยินหรอกว่า “เอา กมธ.มาใช้ทางการเมือง”   มีอดีตอธิบดีดีเอสไอคนหนึ่งที่ดังมาก เคยด่า กมธ.ว่า “ต้องการย่ำยีข้าราชการประจำ”

มารัฐบาลประยุทธ์ กมธ.มีบทบาทมากขึ้น  อย่างที่เราเคยเห็นนายสิระ เจนจาคะ อดีต สส.กรุงเทพ กมธ.คุ้มครองผู้บริโภค เคยไปสอบคำร้องเรียนที่ภูเก็ตแล้วเป็นข่าว พอมาถึงรัฐบาลนี้ กมธ.ถูกย้ำใช้เป็นเครื่องมือโชว์ผลงาน  พรรคภูมิใจไทยกำชับให้ สส.ที่เป็นประธาน กมธ.ต้องทำผลงานด้วยมิฉะนั้นจะปรับเปลี่ยนคน ส่วนฝ่ายค้านนั้นใช้กลไก กมธ.โชว์ฝีมือหนักมาก กมธ.พัฒนาการเมือง และ กมธ.กฎหมายฯ แทบจะสอบมันทุกเรื่อง  บางเรื่องซ้ำซ้อน อาทิ เรื่องโกงสอบท้องถิ่น ที่เมื่อเป็นประเด็นขึ้นมา มี กมธ.มากกว่า 1 ชุดที่ต้องการหยิบเรื่องนี้มาเล่น

ว่ากันว่า มีการหาแสงให้ กมธ.โดยการให้คนกันเองแอ๊บมายื่นหนังสือร้องให้สอบโน่นสอบนี่ด้วย แล้ว กมธ.ก็ขึงขังแถลงโชว์สื่อ เอาพื้นที่ข่าวไป

อย่างไรก็ตาม ที่คิดว่า ที่ทำภูมิใจไทยฉุน คือการที่ กมธ.ติดตามงบประมาณฯ ชุดที่ “สส.ไอซ์”รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ เป็นประธาน ประกาศจะเชิญ “รมต.นก”ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี มาชี้แจงเรื่อง AIPASS เชิญจนกว่าจะมา แม้ว่า ทางกระทรวงจะอ้างส่งเอกสารให้แล้ว รมต.นกอ้างให้ปลัดมาชี้แจง แต่ประธาน กมธ.ไม่ยอม ยังประกาศนับไปเรื่อย ว่า “เชิญกี่ครั้งแล้วไม่มา” ซึ่งมีนัยยะของการกล่าวหา “ไม่เคารพฝ่ายนิติบัญญัต” และที่สุดจะใช้กฎหมายอำนาจเรียกของ กมธ.

 ต่อไปฝ่ายค้านมีโอกาสจะใช้ กมธ.ทั้งโชว์ผลงานทั้งดิสเครดิตรัฐบาลมากขึ้น ต้องตัดไฟต้นลม “บังซุป”ศุภชัย ใจสมุทร ยื่นหนังสือถึง “ประธานตุ๋ง”โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ให้พิจารณาอำนาจ กมธ.สามัญ ไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน โดยเฉพาะการสอบหาข้อเท็จจริง การเรียกบุคคลหรือหน่วยงานมาให้ข้อมูล  หากเรื่องหนึ่งเกี่ยวข้องกับ กมธ. มากกว่า 1 คณะ จะใช้หลักเกณฑ์ใดในการแบ่งแยก ประสานงาน หรือกำหนดคณะเจ้าของเรื่อง

 หากเรียกบุคคลหรือหน่วยงานเดียวกันมาชี้แจงเรื่องเดียวกันหลายครั้ง หรือเกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจของ กมธ. ซึ่งอาจกระทบต่อประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของการทำหน้าที่ของสภาฯ “ขอให้ประธานพิจารณากรณีที่ กมธ. จะพิจารณาหรือสอบหาข้อเท็จจริง ในเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตหน้าที่และอำนาจโดยตรง ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่และเพียงใด  ถ้าเรื่องหนึ่งเกี่ยวข้องกับ กมธ. ตั้งแต่ 2 คณะขึ้นไป จะกำหนดคณะเจ้าของเรื่องหรือประสานการทำงานระหว่างกันอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดการดำเนินงานซ้ำซ้อน ลดภาระแก่หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลที่ถูกเรียกมาชี้แจง”

“เฮียเม้ง”วัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย  ประธาน กมธ.การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร   ออกหน้าสนับสนุนบังซุป และว่า ปัญหาคือ ประธาน กมธ. บางคณะไม่ทำหน้าที่ในกรอบบทบาทหน้าที่ของคณะตนเองอย่างแท้จริง  ใช้อำนาจเกินหน้าที่และอำนาจตามข้อบังคับฯเพื่อมุ่งหวังผลทางการเมืองเป็นหลัก  นำประเด็นจากสื่อมาปั้นน้ำเป็นตัว หรือจับแพะชนแกะเพื่อสร้างเรื่องราว ทำให้บุคคลหรือหน่วยงานที่ถูกพาดพิงเสียหาย

“ขอเตือนอย่างจริงจังไปยัง กมธ. ที่มีพฤติกรรมดังกล่าวว่า หากยังคงใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งใช้ พ.ร.บ.คำสั่งเรียกฯ โดยมิชอบหรือเกินขอบเขตจนเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผู้เสียหายมีสิทธิใช้ช่องทางกฎหมายตอบโต้กลับได้ ทั้งการแจ้งความดำเนินคดีอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงการยื่นสอบจริยธรรมผ่านประธานสภาฯ และส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบและเอาผิดต่อไปได้  การวางกรอบอำนาจที่ชัดเจนนี้จะช่วยลดภาระแก่หน่วยงานรัฐและประชาชนที่ถูกเรียกชี้แจง  ทำให้การใช้อำนาจของ กมธ. มีความโปร่งใส เป็นไปตามหลักนิติรัฐ ไม่ซ้ำซ้อน และไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมือง ”  

การทำงานของ กมธ.ก็ถูก สส.พรรคส้มวิจารณ์ น่าสนใจมากด้วย ย้อนเล่าเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. “สส.ป้อม”ภาวุธ พงษ์วิทยภาณุ  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ เล่าถึงประสบการณ์ทำงานใน กมธ. ว่า  เรามี กมธ.รวมทั้ง สว. และ สส. รวม 50 กว่าคณะ และมีอนุกรรมาธิการอีกร้อยกว่าคณะ ถ้ารวมทั้งหมด น่าจะเกือบ 200 คณะ พบว่าหลายท่านไม่มีความตั้งใจจะมาทำงานตรงนี้ มีประชุม มาลงชื่อรับเบี้ยแล้วกลับ โดยไม่นั่งประชุมจริง ระบบปัจจุบันนับองค์ประชุมด้วยการเซ็นชื่อ ทำให้ สส. เน้นวิ่งรอกไปเซ็นชื่อหลายห้องแทนที่จะนั่งพิจารณาเนื้อหาจริง

มีการซื้อ-ขายตำแหน่ง เลขา/ผู้ช่วยในกรรมาธิการ เพื่อให้คนนอกใช้โลโก้รัฐสภาและตำแหน่งหากิน วิ่งเต้น หรือข่มขู่หน่วยงานต่างๆ มาประชุมแต่ไม่มีส่วนร่วม เพราะถูกพรรคส่งมาตามโควตาโดยไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น  

มีปัญหาการบริหาร กมธ.แบบไร้เป้าหมาย ประธาน กมธ. ที่ได้ตำแหน่งมาตามโควตาการเมือง ไม่มีเจตจำนงแก้ปัญหา ตั้งวาระแบบ “ใครมีอะไรเสนอมาไปเป็นครั้งๆ” ทำให้ทำงานไร้ทิศทาง กมธ. ไม่มีประสิทธิภาพ  เชิญหน่วยงานโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเสียเวลาครึ่งวันโดยไม่เกิดผล และบางเรื่องถูกเชิญซ้ำจากหลาย กมธ. ข้าราชการระดับอธิบดี ต้องทิ้งงานมาตั้งแต่เช้า นั่งรอจนเกือบเที่ยง เพื่อตอบคำถามเดิมซ้ำๆ ให้กับคนที่ไม่ยอมนั่งฟัง  

เรื่องใหญ่มากที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง บาง กมธ.ถูกใช้เป็นเครื่องมือ “หาข้อมูลเชิงลึก” เพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจของตัวเองหรือพวกพ้อง ข้าราชการถูกกดดันให้เปิดข้อมูลที่ไม่ควรเปิด บางครั้งเป็นข้อมูลที่กำลังอยู่ในกระบวนการคดีความด้วยซ้ำ แบบนี้มันคือการใช้อำนาจรัฐสภาเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

ยังมีการถามเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองเลย  กมธ.แต่ละคณะมีขอบเขตหน้าที่ชัดเจน แต่บางครั้ง เรื่องที่ถูกเรียกข้าราชการมาชี้แจง ไม่เกี่ยวกับคณะนั้นแม้แต่น้อย ที่แย่กว่านั้น ข้าราชการหน่วยงานเดียวอาจถูก 3-4 กมธ.เรียกไปชี้แจงเรื่องเดียวกัน เพราะแต่ละคณะไม่ได้คุยกัน ไม่มีระบบตรวจสอบว่าใครทำเรื่องอะไรอยู่แล้ว (อันนี้เห็นบ่อยมาก ) ราชการแทบอัมพาต  เพราะต้องวิ่งรอกไปชี้แจงในสภาตลอด กมธ.หลายคณะ “ตั้งเรื่องศึกษาซ้ำกับเรื่องที่คนอื่นทำไปแล้ว” ไม่มีใครไปเช็คว่ามีรายงานเก่าอยู่แล้วหรือเปล่า  ผลคือ เรียกข้าราชการมาพูดเรื่องเดิมกับคนใหม่ ที่ไม่เคยอ่านรายงานเก่าเลย  

ป้อม ภาวุธ เสนอว่า ควรมีประชุมร่วม ระหว่างประธาน กมธ.ทั้ง 50 กว่าคณะ หรือแบ่งกลุ่ม cluster กมธ. เพื่อสรุปให้ทุก กมธ.รู้ว่า แต่ละคณะ (รวมอนุกมธ.) กำลังทำอะไรกันอยู่ เป้าหมายคืออะไร มีอะไรทำด้วยกันได้หรือไม่ ระหว่าง กมธ. ลดความซ้ำซ้อนในการทำงานระหว่างกัน ก่อนเชิญหน่วยงานรัฐ ต้องส่งคำถามล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าตอบครบแล้ว บางครั้งอาจจะไม่จำเป็นต้องเรียกตัวมานั่งในสภา   กมธ.ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับเรื่องที่พิจารณา ต้องถอนตัวออกจากห้องทันที การคัดเลือกสมาชิก กมธ. และอนุ กมธ. รวมไปถึงเลขา และที่ปรึกษา ต้องเข้มข้น ตรวจสอบประวัติจริงๆ จังๆ ไม่ใช่ ไม่ตรง ก็ห้ามเข้ามา ไม่ใช่ใครเสนออะไรมาก็รับมั่วซั่ว

ก็ไม่รู้ว่า ความเห็นของป้อม ภาวุธ ไปแสลงใจใครมากน้อยแค่ไหน หลังๆ เห็นโดนพรรคเทหลายรอบอยู่ ไปเทสต์ AIPASS ก็ผิด กลายเป็น“ไอ้ฟัก”ประจำพรรค แต่ป้อม ภาวุธ ตีแผ่อะไรหลายๆ อย่างในการทำงานของ กมธ.แบบน่าสนใจ เสียดายที่เรื่องนี้ไม่ถูกขยี้ต่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  เจ้าตัวก็เงียบไป

สงสัยว่า “ประธานตุ๋ง”โสภณ ซารัมย์ จะค่อยขยับตัว ต่อเมื่อถูกพรรคกระทุ้งล่ะมัง ว่า ฝ่ายค้านใช้กลไกนี้ตีกินบ่อยแล้ว ควรทำอะไรบ้าง.

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่