เมื่อวันที่ 27 ส.ค. นายธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์คลิปวิดีโอในหัวข้อ น้ำป่าดินถล่มในเนปาล/ทิเบตเกิดขึ้นได้อย่างไร เกี่ยวกับโลกร้อนไหม เมืองไทยมีโอกาสเจอหรือเปล่า นำมาสรุปให้เพื่อนธรณ์ครับ โดยใจความระบุว่า วันนี้ตนจะมาอธิบายในเรื่องของน้ำป่าดินถล่ม ที่เกิดขึ้นในชายแดนเนปาลทิเบตให้เพื่อนธรณ์ฟัง เราเห็นภาพเหตุการณ์แล้วว่ามันน่ากลัวมาก ทำไมมันถึงเกิดขึ้นอย่างนั้น อย่างแรกสุดมันเกี่ยวข้องกับเรื่องของโลกร้อน พื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ภูเขา น้ำส่วนใหญ่มาจากกลาเซียร์ต่างๆ ที่อยู่ในเทือกเขาหิมาลัย ปัญหาสำคัญคือโลกร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว อุณหภูมิสูงขึ้น กลาเซียร์หรือธารน้ำแข็งละลายเร็วขึ้น ซึ่งเกิดในทั่วโลก เราจะเห็นภาพในยุโรปเห็นชัดมากว่ากลาเซียร์แอลป์หายไปเกือบหมด ตนไปดูมา ไม่ว่าจะเป็นที่ปาตาโกเนียก็หายหมดอย่างรวดเร็ว ที่แคนาดาก็หายไปอย่างเห็นได้ชัด
นายธรณ์ กล่าวว่า ในหิมาลายันหรือเทือกเขาหิมาลัย กลาเซียร์ละลายเร็วมาก เทียบกับในอดีต เมื่อประมาณ 20-30 ปีก่อน กลาเซียร์ที่หิมาลัยละลายเร็วขึ้น 2 เท่าเป็นอย่างน้อย และยิ่งละลายมากขึ้นๆ จนคาดการณ์กันว่าถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไปโลกเราใกล้จะแตะ 1.5 องศาเซลเซียส ถ้าไปถึง 2 องศาฯ กลาเซียร์ในหิมาลัยอาจจะละลายหายไปถึงครึ่งหนึ่งหรืออาจจะกว่านั้น การละลายของกลาเซียร์ทำให้เกิดน้ำปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่ต่างๆ ของหิมาลัยซึ่งเป็นเทือกเขาสูงชัน ประกอบกับช่วงนี้เป็นช่วงฤดูมรสุมของพื้นที่แถวนั้นด้วย ฝนตก ดิน หิน ก็เต็มไปด้วยน้ำ เมื่อกลาเซียร์ละลายมากๆ และมีฝนตกมารวมกัน มันเกิดการพังทลายขึ้นมา เพราะฉะนั้นการพังทลายมันก็ถล่มโครมมา
นายธรณ์ กล่าวว่า สำนักข่าวหลายแห่งรายงานว่าเกิดแผ่นดินไหว กลาเซียร์ถึงพังทลาย หินถล่ม แต่จริงๆ แล้วทางสหรัฐอเมริกาบอกว่ามันเป็นเพราะว่ากลาเซียร์ถล่มทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน จนดูเหมือนแผ่นดินไหว มันกลับกันไม่ใช่แผ่นดินไหวแล้วทำให้กลาเซียร์ถล่ม แปลว่ามันถล่มใหญ่มาก เมื่อถล่มลงมาก็ลงมาบล็อกพื้นที่แถวนั้นเป็นวีเชปวัลเลย์ มันถล่มลงมาก็มาบล็อกส่วนที่เป็นตัววี จากนั้นน้ำข้างบนก็ละลายมาสะสมขึ้นเรื่อยๆ คล้ายเป็นทะเลสาบ เมื่อน้ำอัดเพิ่มมาเรื่อยๆ จนตัวเขื่อนธรรมชาติที่เกิดจากกลาเซียร์ถล่ม ก็ไม่มีทางไปต้านทานน้ำขนาดนั้นได้ เมื่อน้ำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เขื่อนธรรมชาติก็ถล่มในฉับพลัน เราจะเห็นในภาพข่าวคลิปต่างๆ ว่า พื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นร่องเขาสูงชันทั้งนั้น มีแม่น้ำอยู่ข้างล่าง น้ำก็วิ่งลงมา เขื่อนหรือบ้านเรือนชุมชน ที่อยู่ริมแม่น้ำ แม้จะสูงกว่าระดับน้ำปกติ แต่เมื่อน้ำลงมาในลักษณะกำแพงน้ำฉับพลันมันก็เกิดการท่วมและพุ่งไปตามเส้นทางเหล่านั้นลงมากลายเป็นภาพที่เราเห็น เมื่อแม่น้ำกว้างขึ้นน้ำก็จะกระจายออกไป
นายธรณ์ กล่าวต่อว่า ลักษณะเช่นนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดเป็นครั้งแรก เมื่อ 2-3 ปีก่อนก็เคยเกิดในพื้นที่หิมาลัยเหมือนกัน และส่งผลกระทบยาวไปกว่า 300 กม. ปัญหาคือเหตุการณ์ลักษณะนี้จะเกิดบ่อยขึ้น อย่างที่เราทราบอยู่ว่าโลกร้อนขึ้น ตอนนี้เข้าสู่ซูเปอร์เอลนีโญด้วย อุณหภูมิของโลกในปีหน้าก็อาจจะเป็นปีที่ร้อนที่สุด เพราะฉะนั้นมันก็จะเกิดขึ้นอีก และในอนาคตก็จะเกิดขึ้นอีกเป็นระยะๆ โอกาสที่เราจะไปหาดูว่ากลาเซียร์อันไหนตรงไหนที่มันจะถล่มเพราะว่ามันละลายเร็วจัด คงเป็นไปอย่างลำบากมาก เพราว่าบนยอดเขาหิมาลัยมีกลาเซียร์อยู่เยอะแยะ และประเทศโดยรอบก็ไม่มีงบประมาณหรือเทคโนโลยีพอที่จะไปติดตั้งตามหาจุดถล่มให้ครบทุกที่ได้ จึงเป็นความเสี่ยงในพื้นที่แบบนั้น
นายธรณ์ กล่าวต่อว่า ในขณะที่เมืองไทยเราไม่มีกลาเซียร์ แต่มีลักษณะของการบล็อกโดยเขื่อนธรรมชาติ เนื่องจากดินถล่มลงมา บริเวณต้นน้ำ ขณะที่ฝนตกลงมาในลักษณะของเรนบอมบ์ แล้วมาอัดกันทำให้กำแพงน้ำกำแพงธรรมชาติพังฉับพลัน ดินโคลนไหลลงมาโดยฉับพลัน เรามีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์อย่างนั้น จริงๆ ในอดีต หลายพื้นที่ก็เคยเกิดขึ้น ตามหุบเขาเทือกเขา ที่มีการถล่มของน้ำและโคลน เช่น อ.แม่สาย จ.เชียงราย ย้อนหลังไปไม่กี่ปีก่อน จึงเป็นเรื่องที่น่ากลัว เป็นภัยคุกคามของโลกร้อนในยุคนี้ซึ่งเกิดความแปรปรวนและเกิดผลกระทบในพื้นที่ต่างๆ ในรูปแบบแตกต่างกัน ของเราก็คงต้องระมัดระวังกันไว้ แต่เท่าที่ทราบในพื้นที่ที่มีโอกาสเสี่ยงดินถล่มต่างๆ ก็มีหลายหน่วยงานพยายามเข้าไปวางระบบเตือนภัยไว้ เพียงแต่ก็ขอว่าให้มันใช้ได้จริง และทันต่อเหตุการณ์ สุดท้ายก็คงต้องขอแสดงความเสียใจกับชาวเนปาล ชาวจีน และชาวทิเบตในพื้นที่ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่บาดเจ็บสูญหายไป ขอแสดงความเสียใจไว้ ณ ที่นี้



