เมื่อวันที่ 3 ก.ย. ที่ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการ (เสาชิงช้า) เขตพระนคร นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯกทม. เป็นประธานการประชุมรายงานผลการปฏิบัติการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ หลังดำเนินการระยะที่ 1 ครบ 7 วัน ระหว่างวันที่ 27 ส.ค.–2 ก.ย. 69 โดยมี นายเอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษารมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯกทม. นายไทวุฒิ ขันแก้ว รองปลัดกทม. ผู้บริหาร กทม. ผู้บริหารสำนักพัฒนาสังคม ผู้บริหารกระทรวง พม. ตำรวจ ทหาร อส. ทีม MCATT กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม

ในที่ประชุม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รายงานผลการดำเนินงานตลอด 7 วัน พบผู้เข้าสู่กระบวนการคัดกรองรวม 96 ราย แบ่งเป็นชาย 70 ราย และหญิง 26 ราย ประกอบด้วย คนไร้ที่พึ่ง 49 ราย ผู้สูงอายุ 36 ราย คนพิการ 6 ราย และผู้มีอาการทางจิตเวช 5 ราย ในจำนวนนี้ มีผู้ได้รับการประเมินสุขภาพจิตโดยทีม MCATT จำนวน 16 ราย แบ่งเป็นชาย 9 ราย และหญิง 7 ราย ขณะที่มีการตรวจสุขภาพร่างกาย 56 ราย และส่งต่อเข้ารับการรักษาพยาบาล 2 ราย

มีการส่งต่อเข้ารับการดูแลที่ บ้านอิ่มใจ 30 ราย ส่งต่อสถานคุ้มครองของ พม. 7 ราย อยู่ระหว่างการคุ้มครอง 4 ราย และส่งกลับภูมิลำเนา 3 ราย รวมถึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกรณีชาวต่างชาติ 1 ราย สำหรับผู้ที่เข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือ 37 ราย มีความประสงค์ได้รับการคุ้มครองและช่วยเหลือต่อเนื่อง ขณะที่ 59 รายยังไม่สมัครใจเข้าสู่ระบบการช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่จะใช้วิธีพูดคุย สร้างความไว้วางใจ และประเมินเป็นรายกรณี เนื่องจากแต่ละคนมีเหตุผลและเงื่อนไขชีวิตแตกต่างกัน

ขณะที่ สำนักพัฒนาสังคม กทม. รายงานผลผู้ที่ส่งต่อเข้ารับการดูแลที่บ้านอิ่มใจ จำนวน 30 ราย มี 28 รายเข้ารับการดูแล โดย 1 รายเป็นชาวลาว ซึ่งไม่เข้าเกณฑ์การรับเข้าพัก และได้ประสานตำรวจเพื่อดำเนินการตามความเหมาะสม ส่วนอีก 1 รายเคยพักอยู่ที่บ้านอิ่มใจและออกไปใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ ก่อนกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง

สำหรับผู้เข้ารับการดูแล 28 ราย มีทั้งผู้ที่มีสุขภาพร่างกายปกติ ผู้มีโรคประจำตัว ผู้มีปัญหาสุขภาพจิต และผู้พิการ โดยมีการประสานทีมแพทย์และหน่วยงานด้านสาธารณสุขเข้าตรวจประเมินและติดตามอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน สำนักอนามัย กทม. ได้ตรวจสุขภาพผู้พักอาศัยที่บ้านอิ่มใจ เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 69 โดยตรวจเอกซเรย์ปอด 129 ราย พบความผิดปกติ 20 ราย และอยู่ระหว่างรอตรวจเสมหะเพื่อคัดกรองวัณโรคเพิ่มเติม ส่วนการรักษาพยาบาลส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยนอก มีผู้ได้รับยา 9 ราย และไม่มีกรณีที่จำเป็นต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล

ด้านการสร้างโอกาสในการมีงานทำ กทม. ได้ประสานกรมการจัดหางาน มูลนิธิ และหน่วยงานภาคี เพื่อสำรวจความสนใจและจับคู่กับงานที่เหมาะสม โดยมีกลุ่มที่สนใจงาน เช่น งานแม่บ้าน งานสำนักงาน และงานก่อสร้าง และอยู่ระหว่างการนัดสัมภาษณ์

ทั้งนี้ ปัจจุบันบ้านอิ่มใจมีกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการรวมประมาณ 44 ราย ซึ่งหลายรายยังไม่พร้อมเข้าสู่การฝึกอาชีพและจำเป็นต้องได้รับการดูแลในระยะยาว

ที่ประชุมเห็นควรจัดตั้งทีมสหวิชาชีพ (MDT) เพื่อร่วมประเมินและวางแผนให้ความช่วยเหลือเป็นรายบุคคล ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ สังคมและสวัสดิการ กฎหมาย สุขภาพและสุขภาพจิต และการมีงานทำ/อาชีพ โดยจะไม่ใช้แนวทางพบคนไร้ที่พึ่งแล้วต้องส่งเข้าบ้านอิ่มใจทุกคน แต่จะประเมินความเหมาะสมของแต่ละรายก่อนว่า ควรได้รับความช่วยเหลือในรูปแบบใด เพื่อให้สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการอย่างแท้จริง

สำหรับการดำเนินงานระยะที่ 2 กทม. และภาคีเครือข่ายเตรียมจัดทีมดูแลใน 5 จุดสำคัญรอบเกาะรัตนโกสินทร์ เพื่อเฝ้าระวัง ติดตาม และเข้าถึงประชาชนกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 1. บริเวณถนนราชดำเนิน 2. บริเวณโรงแรมรัตนโกสินทร์ 3.ตรอกสาเก 4. บริเวณถนนบุญสิริ
และ 5. บริเวณศาลฎีกา/สะพานด้านหลังศาลฎีกา

    ทั้ง 5 จุดจะมีการเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง โดยแบ่งการปฏิบัติงานตามช่วงเวลา ขณะที่การลงพื้นที่เชิงรุก พูดคุย และคัดกรอง จะดำเนินการในช่วงเวลาที่กำหนด โดยมีเทศกิจ สำนักงานเขตพระนคร พม. นักสังคมสงเคราะห์ กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมปฏิบัติงาน

    ทุกผลัดจะมีการสำรวจและบันทึกจำนวนผู้ที่พบในแต่ละจุด เพื่อนำข้อมูลเข้าสู่ระบบติดตามสถานการณ์ร่วมกัน ช่วยให้เห็นแนวโน้มของแต่ละพื้นที่ และติดตามได้ว่าผู้ที่เข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือได้รับการดูแลถึงขั้นใดแล้ว

    ที่ประชุมเน้นย้ำว่า เป้าหมายของการดำเนินงานไม่ใช่เพียงทำให้พื้นที่สาธารณะไม่มีผู้พักค้าง แต่ต้องทำให้ คนได้รับการดูแล และพื้นที่มีความปลอดภัย ควบคู่กัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่มีข้อจำกัดในการดูแลตนเอง ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยทีมสหวิชาชีพและการติดตามอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ที่ยังไม่สมัครใจรับความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่จะไม่ใช้การบังคับเป็นแนวทางหลัก แต่จะเน้นการพูดคุย สร้างความไว้วางใจ และทำความเข้าใจสาเหตุและเงื่อนไขของแต่ละคน เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสม

    ทั้งนี้ กทม. และภาคีเครือข่ายจะร่วมติดตามผลเป็นระยะ พร้อมประชุมทบทวนการดำเนินงานทุก 7 วัน เพื่อปรับแนวทางให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และเดินหน้าสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ ราชดำเนินปลอดภัย คนไร้ที่พึ่งได้รับการดูแล มีทางเลือก และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น.