เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่บริเวณจุดลงทะเบียนผู้ที่ได้รับผลกระทบกรณีเหตุเพลิงไหม้คลองถมเซ็นเตอร์ ที่วัดพระพิเรนทร์ ศาลา 1-2 รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการปฏิบัติงานว่า เจ้าหน้าที่ได้นำโดรนตรวจจับความร้อนขึ้นบินสำรวจอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องหยุดพักเป็นระยะเนื่องจากมีฝนตกหนักลงมาในพื้นที่ประกอบกับมีอุณหภูมิความร้อนสะสมค่อนข้างสูงเท่ากับช่วงเช้าที่ผ่านมา แม้จะยังไม่ลุกลามขยายวงกว้าง แต่จากการประเมินสถานการณ์ล่าสุดพบว่ายังมีจุดที่เป็นปัญหาด้านในอาคาร ซึ่งรถแบ๊กโฮและเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถเข้าถึงจุดสำคัญได้ เนื่องจากพื้นที่ด้านหน้าและช่วงกลางอาคารมีซากวัสดุทับถมกันอยู่ ประกอบกับโครงสร้างตัวอาคารยึดโยงกันด้วยโครงเหล็ก

รศ.ทวิดา กล่าวต่อว่า หากรื้อถอนหรือขยับสิ่งกีดขวางแรงเกินไปอาจทำให้เกิดช่องว่างและมีอากาศเข้าไปเพิ่มขึ้น รวมทั้งโครงสร้างเหล็กที่พังถล่มลงมากอดเกี่ยวกันไว้อาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อโครงสร้างในภาพรวม มีลักษณะความเสี่ยงใกล้เคียงกับเหตุการณ์ตึกถล่ม ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องใช้วิธีการตัดโครงสร้างอย่างละเอียดเพื่อเข้าไปดับจุดที่มีอุณหภูมิสูง ดังนั้น ทีมประเมินสถานการณ์จึงต้องถอนกำลังกลับมาประชุมหารือเพื่อปรับแผนการปฏิบัติงานใหม่อีกครั้ง เนื่องจากแผนเดิมที่วางไว้ในการนำโดรนเข้าปฏิบัติการอาจต้องมีการทบทวนความเหมาะสมเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด

สำหรับสถานการณ์การช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายภายในตัวตลาดคลองถมเซ็นเตอร์ ซึ่งมีจำนวนแผงค้าค่อนข้างมากนั้น เบื้องต้นในวันนี้มีผู้เช่าหรือผู้ที่มีชื่อในระบบมาลงทะเบียนแจ้งข้อมูลประมาณ 200 ราย โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการชั่วคราวเพื่อให้ความช่วยเหลือและเปิดให้มีการซักถามข้อมูล ทั้งในส่วนของเจ้าของกิจการ ลูกจ้าง หรือผู้ช่วยขายให้มาทยอยจดแจ้งรายละเอียดกับทางสำนักงานเขตต่อไป

ทั้งนี้ รองผู้ว่าฯ กทม. ระบุเพิ่มเติมว่า อาจมีอุปสรรคในเรื่องเอกสารหลักฐานของผู้เสียหายที่ยังคงอยู่ภายในร้านค้า ซึ่งจะต้องมีการประสานตรวจสอบข้อมูลกับทางตลาดควบคู่กันไป พร้อมกันนี้ได้ประสานทีมสหวิชาชีพลงพื้นที่ดูแล เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์มือถือ รวมถึงรถจักรยานยนต์ ซึ่งมีส่วนประกอบของสารเคมี ทำให้ยังมีกลิ่นและควันหลงเหลือในพื้นที่ และอาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง

ด้านความคืบหน้าทางคดี พ.ต.ท.สมศักดิ์ ธิจริยา รอง ผกก.(สอบสวน) สน.พลับพลาไชย 1 เปิดเผยว่า ยอดผู้ที่เดินทางมาแจ้งความที่ศูนย์อำนวยการชั่วคราวขณะนี้มีจำนวน 62 คน และที่ สน.พลับพลาไชย 1 อีก 106 คน รวมผู้เข้าแจ้งความแล้ว 168 คน โดยทางกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 จะมีการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้ ปัจจุบันพนักงานสอบสวนมุ่งเน้นไปที่การทยอยสอบปากคำผู้เสียหาย ส่วนพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นผู้พบเห็นเหตุการณ์คนแรกนั้น ยังอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวน ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานยังไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่เก็บพยานหลักฐานภายในจุดเกิดเหตุได้

ส่วนรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุจนกระทั่งสามารถควบคุมเพลิงได้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวมทั้งหมด 11 ราย โดย 10 ราย มีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยระดับเขียวและเหลืองจากการโดนปูนและสะเก็ดแผล ซึ่งได้รับการรักษาจากหน่วยแพทย์หน้างานและสามารถกลับบ้านได้แล้ว มีเพียง 1 รายที่เป็นเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร มีอาการสำลักควันและสูดดมควันไฟเข้าไป เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งโรงพยาบาลรามาธิบดีเพื่อให้แพทย์ทำการรักษา

รศ.ทวิดา กล่าวในตอนท้ายด้วยว่า ทางกรุงเทพมหานครได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยของตลาดแห่งนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ต้องมีมาตรการป้องกันอัคคีภัยที่ได้มาตรฐาน เช่น ถังดับเพลิงและอุปกรณ์ที่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าและยานพาหนะประเภทรถจักรยานไฟฟ้า ในพื้นที่ตลาดค่อนข้างมาก รวมถึงมีจุดชาร์จแบตเตอรี่และการรวมกลุ่มของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ประกอบกับในช่วงคืนที่ผ่านมายังคงมีเหตุการณ์ซ้อนเกิดขึ้นจากรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเช่นกัน ทาง กทม. จึงจำเป็นต้องมีการทบทวนและยกระดับมาตรการความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะและการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น เพื่อวางแนวทางป้องกันในระยะยาวต่อไป ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ยังคงต้องรอผลการตรวจสอบเพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงของเพลิงไหม้ครั้งนี้อย่างเป็นทางการอีกครั้ง.