เมื่อคุณเดินอยู่ในสวนสาธารณะ ที่มีเด็ก ๆ กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน และหลายคนกำลังพาสุนัขเดินเล่น แล้วคุณได้ยินเสียงใครบางคนพูดว่า “ใครคือเจ้าตัวน้อยที่น่ารักของฉันกันนะ?” แต่พอคุณหันไปมองแล้วพบว่า เจ้าของเสียงนั้นนั่งอยู่ข้างสุนัข และพูดด้วยน้ำเสียงเดียวกับที่ใช้พูดกับเด็กทารก
ทว่ามันไม่ใช่เรื่องที่คุณคิดไปเอง เพราะวิธีที่เราพูดกับเด็กทารกนั้นคล้ายคลึงกับวิธีที่เราพูดกับสัตว์เลี้ยงอย่างมาก และมีงานวิจัยที่ยืนยันเรื่องนี้ ซึ่งคำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมมนุษย์ถึงทำแบบนี้ และสัตว์เลี้ยงสนใจด้วยหรือเปล่า
สำหรับสัตว์เลี้ยงและเด็กทารก มนุษย์มักจะใช้เสียงที่สูงขึ้นและเป็นจังหวะเหมือนร้องเพลงโดยธรรมชาติ เทียบได้กับการโบกมือเพื่อดึงดูดความสนใจของใครบางคน ซึ่งมนุษย์มักเปลี่ยนไปใช้วิธีการพูดที่อบอุ่นและแสดงออกมากขึ้น เมื่อพูดคุยกับคนที่อาจไม่เข้าใจเราอย่างถ่องแท้ เพื่อดึงดูดความสนใจและแสดงความเป็นมิตร
อนึ่ง วิวัฒนาการดูเหมือนจะเพิ่มมิติใหม่ นั่นคือ การพูดกับเด็กทารกช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ภาษา ด้วยการทำให้เสียงพูดฟังและเข้าใจง่ายขึ้น แต่ในกรณีของสัตว์เลี้ยง องค์ประกอบด้านการสอนจะลดลง และการพูดกับสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่เป็นเรื่องของ “การเชื่อมต่อ” โดยเป็นวิธีการบอกว่า เราสนใจมัน มันปลอดภัยเมื่ออยู่กับเรา และเรากำลังมีปฏิสัมพันธ์กัน
เมื่อนักวิจัยตัดคำพูดออกไป และเหลือไว้เพียงทำนองการพูด พวกเขาพบว่าทำนองการพูดกับเด็กและสัตว์เลี้ยง ดูเป็นมิตรและอบอุ่นมากกว่าวิธีที่เราพูดกับผู้ใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้น มันมีความแตกต่างบางประการระหว่างการพูดกับสัตว์เลี้ยงและเด็กทารก
งานวิจัยในปี 2567 ซึ่งเปรียบเทียบความอบอุ่นของน้ำเสียงของผู้หญิง เมื่อพูดกับเด็กทารกและสุนัขของพวกเธอ โดยผู้หญิงบางคนมีเพียงบุตร บางคนมีเพียงสัตว์เลี้ยง และบางคนมีทั้งบุตรและสัตว์เลี้ยง พบว่าสำหรับผู้หญิงที่มีบุตรหรือสัตว์เลี้ยงอย่างใดอย่างหนึ่ง น้ำเสียงของพวกเธอฟังดูอบอุ่นเท่ากัน ไม่ว่าจะพูดกับบุตรหรือสุนัข
แต่รูปแบบข้างต้นเปลี่ยนไปในกลุ่มผู้หญิงที่มีทั้งบุตรและสัตว์เลี้ยง โดยน้ำเสียงที่พูดกับบุตรจะอบอุ่นกว่า เมื่อเทียบกับการพูดกับสัตว์เลี้ยง และเมื่อพวกเธอพูดกับสุนัข น้ำเสียงของพวกเธอจะอบอุ่นน้อยกว่าผู้หญิงที่มีเพียงสุนัขและไม่มีบุตร
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า การพูดกับสัตว์เลี้ยงมีความยืดหยุ่นมากกว่าการพูดกับเด็กทารก ซึ่งในขณะที่การพูดกับเด็กทารกจะคงที่เสมอ ความอบอุ่นที่ผู้คนแสดงออกในน้ำเสียงต่อสัตว์เลี้ยง ดูเหมือนจะแตกต่างกันไปตามความต้องการให้ความสนใจ
นอกจากนี้ การพูดกับเด็กทารกและสัตว์เลี้ยงยังแตกต่างกันในแง่มุมสำคัญอีกประการหนึ่ง นั่นคือ มนุษย์จะสอนเด็กทารกระหว่างการพูดคุยไปด้วย ซึ่งเทคนิคนี้เรียกว่า “การออกเสียงอย่างชัดเจนเป็นพิเศษ” ทำให้เด็กทารกแยกแยะเสียงพูดได้ง่ายขึ้น และช่วยสร้างรากฐานสำหรับทักษะทางภาษาของพวกเขา
ในทางตรงกันข้าม นักวิจัยพบว่าแทบไม่มีสุนัข แมว และสัตว์เลี้ยงที่ได้รับน้ำเสียงสูง ร่าเริง และความอบอุ่นทางอารมณ์ ได้รับการออกเสียงที่ชัดเจนกว่าเลย
อย่างไรก็ตาม การพูดกับสัตว์เลี้ยงก็มีประโยชน์ โดยงานศึกษาในปี 2560 เผยให้เห็นว่า ลูกสุนัขชอบฟังบันทึกเสียงที่พูดกับสัตว์เลี้ยง มากกว่าเสียงพูดปกติของผู้ใหญ่ อีกทั้งพวกมันจะเข้าใกล้ผู้พูดได้เร็วขึ้นและตั้งใจฟังนานขึ้น ส่วนสุนัขที่โตเต็มวัยแสดงความชอบที่คล้ายคลึงกัน แต่อยู่ในระดับน้อยกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น การพูดกับสัตว์เลี้ยงอาจช่วยให้เราสื่อสารกับสุนัข หรือสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ ได้ดีขึ้น และดูเหมือนว่ามนุษย์คนอื่น ๆ ก็ชื่นชอบการที่คนอื่นพูดกับสัตว์เลี้ยงของพวกเขาด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรเช่นกัน.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



